วันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
Speed Shutter
ความเร็วชัตเตอร์(Shutter Speed, Exposure Time)
กล้องดิจิตอลจะกำหนดเวลาในการรับแสงของ CCD เช่นเดียวกับเวลาในการเปิดรับแสงของกล้องใช้ฟิล์ม เวลา
ที่แสงตกลงบน Image Sensor เราเรียกว่า เวลาเปิดรับแสง (Exposure Time) หรือความเร็วชัตเตอร์ (Shutter
Speed) กล้องดิจิตอลแบบ SLR จะมีชัตเตอร์หน้า Image Sensor ทำหน้าที่ควบคุมเวลาในการเปิดรับแสง ส่วน
กล้องดิจิตอลแบบคอมแพค หรือกล้องดิจิตอลที่ถ่ายภาพวิดีโอ หรือดูภาพที่ที่จะถ่ายทางจอ LCD ด้านหลัง
กล้องได้จะไม่มีชัตเตอร์หน้า Image Sensor เวลาเปิดรับแสงจะควบคุมโดยเวลาการอ่านข้อมูลของ Image
Sensor ซึ่งถูกควบคุมโดย Processor ในตัวกล้องอีกทีหนึ่ง
เวลาเปิดรับแสงจะมีผลต่อภาพ 2 ประการคือ
1. ความมืดสว่างของภาพ เวลาเปิดรับแสงสั้น แสงจะเข้าน้อย ทำให้ภาพมืดกว่าเวลาเปิดรับแสงนาน เช่น ความ
เร็วชัตเตอร์1 วินาทีแสงจะเข้ามากกว่าความเร็วชัตเตอร์1/15 วินาทีหากค่าการปรับตั้งทุกอย่างเท่ากัน (ความ
ไวแสง ช่องรับแสง) ความเร็วชัตเตอร์1 วินาทีจะให้ภาพที่สว่างกว่าความเร็วชัตเตอร์1/15 วินาที
2. การเคลื่อนไหวของภาพ หากวัตถุในภาพมีการเคลื่อนไหว (จากการเคลื่อนที่ของวัตถุหรือการเคลื่อนที่
ของกล้อง)
เวลาเปิดรับแสงนานจะทำให้ภาพเกิดการสั่นไหว หรือพร่ามัวได้มากกว่าเวลาเปิดรับแสงสั้น
เวลาเปิดรับแสงจะกำหนดเป็นค่าวินาทีแบบจำนวนเต็มหรือเศษส่วน แสดงอยู่ที่วงแหวนปรับความเร็วชัตเตอร์
ในจอแสดงข้อมูลที่ช่องมองภาพ หรือที่จอ LCD ด้านหลังตัวกล้องให้ทราบ
ตัวเลขความเร็วชัตเตอร์มีดังนี้ T , B , 30s ,15s , 4s , 2s , 1s , 1/2s , 1/4s , 1/8s , 1/15s ,
1/30s , 1/60s , 1/125s , 1/250s , 1/500s , 1/1000s , 1/2000s , 1/4000s , 1/8000s
ความเร็วชัตเตอร์T และ B เป็นการเปิดชัตเตอร์นานมาก ๆ เท่าที่ผู้ใช้ต้องการ ส่วนใหญ่จะไม่จำกัดเวลาเปิดรับ
s คือ วินาที30s ถึง 1s คือเวลาเปิดรับแสงเป็นจำนวนเต็มวินาทีส่วนตัวเลขถัดไปจะเป็นเศษส่วน เช่น
1/2s , 1/125s ซึ่งบางครั้งจะเขียนเป็นจำนวนเต็ม แต่ไม่มีs ต่อท้าย เช่น 125 คือ 1/125 วินาที30 คือ 1/30
วินาทีส่วน 30s คือ 30 วินาที
การเลือกใช้ความเร็วชัตเตอร์ขึ้นกับความต้องการในการควบคุมการเคลื่อนไหวของวัตถุในภาพ และความ
สามารถในการถือกล้องให้นิ่ง ความเร็วชัตเตอร์มาตรฐานที่สามารถถือกล้องให้นิ่งได้จะอยู่ประมาณ 1/60 ถึง1/250 วินาทีแล้วแต่น้ำหนักของกล้อง ความเร็วต่ำกว่านี้จะเสี่ยงต่อการสั่นไหวของภาพอันเนื่องมาจากมือไม่
นิ่งแต่ถ้าติดตั้งกล้องบนขาตั้งซึ่งไม่มีการสั่นไหว ความเร็วชัตเตอร์ยิ่งสูงจะสามารถจับวัตถุเคลื่อนไหวให้หยุดนิ่ง
ได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ความเร็วชัตเตอร์ต่ำจะสามารถทำให้วัตถุเคลื่อนไหวพร่ามันมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามความเร็ว
ชัตเตอร์ที่ต่ำลง
ความไวแสง Sensitivity (ISO)
ความไวแสง Sensitivity (ISO)
Sensitivity (ISO) หมายถึงความไวแสงของฟิล์มหรือตัวเซ็นเซอร์ ซึ่งในกรณีของฟิล์มถ่ายภาพการเพิ่มสารที่ไวต่อแสงลงไปในฟิล์มทำให้ฟิล์มมีความไวแสงสูงขึ้น แต่ก็ปรากฏเม็ดเกรนของฟิล์ม (grain) ทำให้ภาพดูหยาบกร้านไม่สวยงาม ถ้าเป็นกรณีของตัวเซ็นเซอร์การเพิ่มความไวแสงของเซ็นเซอร์ก็คือการเพิ่มอัตราการขยายสัญญาณภาพภายในตัวเซ็นเซอร์นั่นเอง ผลที่ได้ทำให้เกิดสัญญาณรบกวนซึ่งมาในรูปของเม็ดสีหรือขาวดำที่ไม่พึงประสงค์ที่เรียกโดยรวมว่า (Noise)
ค่า ISO ปกติอยู่ที่ 100 ให้คุณภาพอยู่ในเกณฑ์ดีมาก การเพิ่มค่า ISO ให้สูงขึ้นเป็นผลให้เซ็นเซอร์มีความต้องการแสงในการถ่ายภาพลดลง ทำให้สามารถถ่ายภาพในสภาวะแสงต่ำๆ ได้ดี ทั้งนี้เพราะการเพิ่มค่า ISO สูงๆ ทำให้เราสามารถเพิ่มความเร็วชัตเตอร์ได้สูงตามไปด้วย แต่ก็มีผลข้างเคียงก็คือการเกิด (Noise) มากขึ้นตามการเพิ่มของค่า ISO สำหรับกล้อง D-SLR ในปัจจุบัน สามารถปรับค่า ISO ได้สูงถึง 800-1,600 โดยยังให้คุณภาพของภาพอยู่ในเกณฑ์ดีมีการเกิด Noise ต่ำ
จากค่า ISO ในตาราง เป็นค่ามาตรฐานที่มีอยู่ในกล้องดิจิตอล โดยมีค่าสูงขึ้นขั้นละ 1 Stop ไล่ระดับกันไป โดยค่า ISO สูงๆ จะมีเฉพาะในกล้องระดับมืออาชีพเท่านั้น

ถ่ายด้วยกล้อง Canon 5D f/8, 1/125, ISO 100

ถ่ายด้วยกล้อง Canon 500 D f/5.6, 1/2000, ISO 3200
ระบบวัดแสงของกล้อง DSLR
สำหรับการวัดแสงนั้น ไม่ยาก โดยในกล้อง ดิจิตอล ทุกตัวจะมีเครื่องมือในการวัดแสงอยู่แล้ว ซึ่งจะเป็นอุปกรณ์ชิ้นเล็กๆ ที่ถูกบรรจุอยู่ภายในตัวกล้อง อุปกรณ์ตัวนี้แหละที่เป็นตัวที่ทำหน้าที่วัดค่าแสง ที่สะท้อนจากวัตถุที่คุณกำลังจะถ่ายว่ามีค่ามากน้อยเพียงใด ซึ่งสามารถดูได้จากหน้าจอ LCD ของกล้องเรา จะมีขีดสเกลที่แสดงปริมาณของแสงอยู่ ซึ่งเรียกกันว่า สเกลวัดแสง คล้ายภาพด้านล่าง
ต่อมาเรามาดูค่าของสเกลวัดแสงกัน
ตรงแถบวัดแสงจะมีเข็มเล็กๆ อยู่ ซึ่งเป็นตัวบอกค่าให้เรารูว่า มีแสงมากน้อยเพียงใด หรือ กำลังพอดี ซึ่งดูไม่ยากเลย โดยถ้าเข็มชี้ไปทางลบ ก็แสดงว่า แสงน้อยเกินไป ภาพที่ถ่ายออกมาก็ดูมืดไป และในทางกลับกัน ถ้าเข็มชี้ไปทาง บวก ก็แน่นอนมีแสงเข้ามากเกินไป ภาพที่ได้ออกมาก็จะดูสว่างไป
ต่อมาให้ท่านลองยกกล้องขึ้นมาแล้วเล็งไปยังวัตถุ หรือที่ต่างๆ ที่ท่านต้องการจะถ่ายแล้ว กดปุ่มชัตเตอร์ลงครึ่งนึง (สำหรับการกดชัตเตอร์ลงครึ่งนึง เพื่อทำการโฟกัสและวัดแสง) กล้องแสดงตัวเลขรูรับแสง และ สปีดชัดเตอร์ ขึ้นมา ซึงแน่นอนย่อมจะมีความแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสภาพแสงที่เราหันกล้องไปนั่นเอง ซึ่งนั่นหมายความว่า กล้องได้ทำการวัดแสง คำนวณและเลือกขนาดรูรับแสง และ สปีดชัตเตอร์ที่กล้องคิดว่า มีความเหมาะสม กับสภาพแสงต่างๆ ให้กับเราแล้ว
ระบบวัดแสงแบบต่างๆ ของกล้อง DSLR มีอะไรบ้าง
ต่อมาเรามาดูกันว่า สำหรับกล้อง DSLR นั้นมีระบบวัดแสงอะไรบ้าง สำหรับในกล้อง DSLR นั้นจะมีระบบวัดแสงมาให้ประมาณ 3-4 ระบบ แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับ ยี้ห้อ ซึ่งระบบวัดแสงก็คือ ระบบวิธีการคำนวณหา ค่าแสงของกล้อง การที่เราจะเลือกใช้ระบบวัดแสงแบบใดนั้น มันก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ หรือสภาพแสงที่เราจะถ่าย ระบบวัดแสงแบบต่างที่มีอยู่ในกล้อง DSLR มีดังนี้
1. ระบบวัดแสงแบบเฉลี่ย
2. ระบบวัดแสงแบบเฉลี่ยหนักกลาง
3. ระบบวัดแสงแบบเฉพาะจุด
เรามาดูแต่ละระบบกันว่ามันทำงาอย่างไรกันบ้าง
1. ระบบวัดแสงแบบเฉลี่ย
ระบบนี้จะมีในกล้อง DSLR ทุกรุ่นเลย ซึ่งจะมีชื่อเรียกแตกกันไป ในแต่ละรุ่น หลักการทำงานของระบบนี้ก็คือ กล้องจะทำการแบ่งพื้นที่ในช่องมองภาพออกเป็นส่วนๆ ซึ่งจะแบ่งเป็นกี่ส่วนก็ขึ้นอยู่กับผู้ผลิตแต่ละราย จากนั้นจึงนำค่าแสงจากทุกๆ ส่วนมาคำนวณหาค่ากลาง ระบบวัดแสงนี้เหมาะสำหรับการถ่ายภาพทั่วๆ ไป ที่สภาพแสงในแต่ละส่วนไม่มีความแตกต่างกันมากนัก เช่น การถ่ายภาพวิวทัวทัศน์
ข้อดีของระบบนี้ คือ ใช้งานง่าย ครอบคลุมการใช้งานทั่วไป แต่ ไม่ความนำไปใช้กับการถ่ายภาพที่สภาพแสงไม่ปกติ เช่น ถ่ายภาพย้อนแสงต่าง ๆ ภาพท้องฟ้ากับพื้นดินที่มีความสว่างต่างกันมากๆ หรือ ภาพถ่ายภายในร่มแต่พื้นที่ด้านนอกสว่างมากๆ โอกาสเกิดการผิดพลาดจะมีค่อนข้างสูงเลยทีเดียว
2. ระบบวัดแสงแบบเฉลี่ยหนักกลาง
สำหรับระบบนี้มีความคล้ายคลึงกับระบบแรกที่กล่าวมาแล้ว เพียงแต่จะให้ความสำคัญที่ส่วนกลางของภาพเป็นหลัก มากกว่าส่วนที่อยู่รอบๆ คือ โดยปกติในการถ่ายภาพก็จะให้ความสำคัญในส่วนกลาง หรือให้วัตตถุที่ต้องการจะถ่ายอยู่ตรงกลางอยู่แล้ว
ระบบนี้เหมาะสำหรับการถ่ายภาพที่ให้ความสำคัญกับส่วนตรงกลางของภาพ เช่น การถ่ายภาพบุคคล หรือภาพที่ต้องการให้วัตถุอยู่กลางภาพ
ข้อควรระวังในการระบบวัดแสงแบบเฉลี่ยหนักกลาง คือ เวลาวัดแสงคุณต้องแน่ใจว่า วัตถุที่ต้องการถ่ายมีขนาดใหญ่เพียงพอและครอบคลุมตรงกลางของช่องมองภาพ ซึ่งถ้าหากวัตถุที่ต้องการถ่ายมีขนาดเล็กแล้วระบบนี้ไปวัดแสงในส่วนของฉากหลังแทน ซึ่งอาจทำให้การวัดแสงผิดพลาดได้
3. ระบบวัดแสงแบบเฉพาะจุด
ระบบการวัดแสงนี้จะมีพื้นที่สำหรับการวัดแสง 3-5 เปอร์เซ็นต์ในช่องมองภาพ โดยประมาณ โดยแสดงเป็นจุดวงกลมเล็กๆ ให้เห็นในช่องมองภาพ พื้นที่ดังกล่าวนั่นแหละคือพื้นที่สำหรับวัดแสง โดยถ้าหากเราต้องการจะวัดแสงตรงจุดใหนก็ให้เล็งวงกลมเล็กๆ ไปตรงจุดนั้น แล้วกดชัดเตอร์ลงครึ่งหนึ่ง กล้องก็จะทำการวัดแสงตรงส่วนนั้นให้ ผู้ที่จะใช้ระบบวัดแสงชนิดนี้ ควรรูจักเลือกวัตถุที่มีค่าการสะท้อนแสง 18 เปอร์เซ็นต์ หรือเทียบเท่าสีเทากลาง โดยที่นิยมใช้กันบ่อยๆ ในการอ้างอิง ก็อย่างเช่น สนามหญ้า ท้องฟ้าบริเวณที่เป็นสีเข้มหน่อย เมฆสีเทาๆ เป็นต้น แต่ถ้าต้องการความแม่นยำจริง แนะนำให้ใช้ กระดาษสีเทา 18% ซึ่งจะให้ความแม่นยำในการวัดแสงค่อนข้างสูงมาก
แม้ว่าระบบวัดแสงแบบเฉพาะจุดจะมีความแม่นยำค่อนข้างสูง แต่ก็สิ่งที่ต้องระวังอยู่ ถ้าหากละเลยไปอาจทำให้เกิดความผิดพลาดได้ สำหรับข้อความระวังมีดังนี้
- ให้เล็งวัตถุที่จะวัดแสงให้อยู่ภายในวงกลมให้พอดีจริงๆ ย้ำว่าต้องพอดีจริงๆ ต้องไม่คลุมเอาส่วนฉากหลังมาด้วย ซึ่งถ้าหากไม่พอดีแล้วไปติดเอาฉากหลังมาด้วยแล้วการวัดค่าแสงก็จะเกิดการผิดพลาดทันที ทางที่ดีให้ท่านซูมเข้าไปวัดแสงไกล้ๆ วัตถุแล้วทำการล็อคค่าแสงเอาไว้ จะดีที่สุด
- มือกล้องต้องรู้จักการชดเชยแสง หากใช้ระบบนี้ในการวัดแสง ซึ่งหากไม่มีการชดเชยแสง ตรงจุดที่เราวัดแสงนั้นจะได้ค่าแสงที่เท่ากับสีเทากลาง ตัวอย่าง เช่น หากวัดแสงไปยังวัตถุสีขาวแล้วถ่าย สีขาวของวัตถุจะมืดลงกลายเป็นสีเทา และในทางครงกันข้าม หากวัดแสงไปที่วัตถุสีดำแล้วถ่าย สีของวัตถุจะมีความสว่างขึ้นกลายเป็นสีเทาเช่นกัน ดังนั้นแล้วผู้ที่ต้องการใช้ระบบวัดแสงระบบเฉพาะจุดนี้ ต้องศึกษาวิธีการชัดเชยแสงด้วย เพื่อให้ได้ค่าแสงตามที่ต้องการ
สำหรับการถ่ายภาพที่เหมาะสมกับการใช้ระบบวัดแสงเฉพาะจุด คือ การถ่ายภาพบุคคลย้อนแสง การถ่ายภาพมาโคร หรือการถ่ายภาพที่สภาพแสงแตกต่างกันมากๆ เช่นตอนพระอาทิตย์ขึ้น หรือตก เป็นต้น
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกล้องดิจิตอล
|
กล้อง SLR-Like ไม่สามารถถอดเปลี่ยนเลนส์ได้ เหมาะสำหรับ ผู้ที่เริ่มต้นสนใจการถ่ายภาพ แบบมืออาชีพ
1. การใช้งานง่าย ตัวกล้องสามารถเลือกใช้โหมดอัตโนมัติได้ มีความเร็วในการจับภาพ
ส่วนประกอบของกล้องถ่ายภาพ DSLR
D-SLR หรือ DSLR ย่อมาจากคำว่า Digital Single-Lens Reflex
หมายถึงกล้องดิจิตอลที่มีกลไกในลักษณะเดียวกันกับกล้อง แบบฟิล์ม 35mm. SLRเพียงแต่ใช้เซนเซอร์ในการรับภาพ แทนการใช้ฟิล์ม
ส่วนประกอบของกล้อง D-SLR
-เซนเซอร์รับภาพ หรือเรียกว่า Image Sensor ใช้ในการรับสัญญาณภาพแล้วแปลงเป็นสัญญาณดิจิทัล
-Exposure modes ใช้ในการเปลี่ยนโหมดการถ่าย หรือ โหมดการทำงาน
-ปุ่มกดชัตเตอร์ ใช้ในการสั่งให้ชัตเตอร์ทำงาน
-แฟลช ใช้ในการเพิ่มแสงให้ภาพ หรือ ทำให้เกิดแสงสะท้อน
-Hot Shoe ในกรณีที่แฟลตในตัวเครื่องไม่เพียงพอสามารถต่อเพิ่มแฟลต
ไฟแสดงสถานการณ์ตั้งเวลาถ่ายภาพ เป็นไฟ LED กระพริบตามเวลาการตั้งถ่ายภาพ
-เซนเซอร์รับภาพ หรือเรียกว่า Image Sensor ใช้ในการรับสัญญาณภาพแล้วแปลงเป็นสัญญาณดิจิทัล
-Exposure modes ใช้ในการเปลี่ยนโหมดการถ่าย หรือ โหมดการทำงาน
-ปุ่มกดชัตเตอร์ ใช้ในการสั่งให้ชัตเตอร์ทำงาน
-แฟลช ใช้ในการเพิ่มแสงให้ภาพ หรือ ทำให้เกิดแสงสะท้อน
-Hot Shoe ในกรณีที่แฟลตในตัวเครื่องไม่เพียงพอสามารถต่อเพิ่มแฟลต
ไฟแสดงสถานการณ์ตั้งเวลาถ่ายภาพ เป็นไฟ LED กระพริบตามเวลาการตั้งถ่ายภาพ
-เลนส์ถ่ายภาพ มีหลายชนิด ตามการใช้งาน และ ชนิดของ Lens mount
-ปุ่มเปิดปิด ใช้สำหรับเปิดปิดกล้อง
-เซลล์วัดแสงแฟลตทำจาก CCDใช้วัดแสงจากวัตถุเพื่อชดเชยแฟลต
-ช่องมองภาพ ใช้สำหรับมองภาพ ซึ่งภาพจะถูกสะท้อนผ่านกระจกสะท้อน ที่อยู่ด้านหน้าเซ็นเซอร์รับภาพ
-USB Socket เป็นช่องสำหรับเสียบสาย USB เพื่อย้ายข้อมูล
-ช่องเสียบหม้อแปลง เป็นช่องนำเข้าไฟจากหม้อแปลง
-หน้าจอLCD สำหรับแสดงภาพ และการตั้งค่า โดยกล้องบางรุ่นจะมีหน้าจอแยกกัน
เพื่อแสดงรายละเอียด ที่แตกต่างกัน
-ช่องต่อขาตั้ง เป็นช่องสำหรับต่อกับขาตั้งกล้อง
-ช่องใส่การ์ดความจำ สำหรับใส่การ์ดความจำ
-ปุ่มคอนโทรลคำสั่ง โดยส่วนใหญ่เป็นปุ่มสี่ทิศทางใช้สำหรับเลื่อนปรับค่าต่างๆ
-วงล้อปรับค่า เป็นวงล้อด้านบนของกล้อง ใช้สำหรับปรับค่าโดยเฉพาะ เช่น รูรับแสง
ค่าชดเชยแสง
-วงล้อโฟกัส เป็นวงล้ออยู่บนเลนส์ ใช้สำหรับปรับระยะโฟกัสของเลนส์
-วงล้อซูม เป็นวงล้ออยู่บนเลนส์ ใช้สำหรับปรับอัตราขยายของเลนส์
-รังถ่าน ใช้สำหรับใส่แบตเตอรี่ของกล้อง
-แบตเตอรี่ เป็นแหล่งพลังงานของกล้อง โดยส่วนใหญ่จะเป็นLithium ion หรือ Nickel metal hydride battery
-ช่องต่อออกสัญญาณวิดีโอ เป็นสายสัญญาณขนาดเล็กใช้ต่อกับโทรทัศน์ผ่านช่องComposite
-ปุ่มเปิดปิด ใช้สำหรับเปิดปิดกล้อง
-เซลล์วัดแสงแฟลตทำจาก CCDใช้วัดแสงจากวัตถุเพื่อชดเชยแฟลต
-ช่องมองภาพ ใช้สำหรับมองภาพ ซึ่งภาพจะถูกสะท้อนผ่านกระจกสะท้อน ที่อยู่ด้านหน้าเซ็นเซอร์รับภาพ
-USB Socket เป็นช่องสำหรับเสียบสาย USB เพื่อย้ายข้อมูล
-ช่องเสียบหม้อแปลง เป็นช่องนำเข้าไฟจากหม้อแปลง
-หน้าจอLCD สำหรับแสดงภาพ และการตั้งค่า โดยกล้องบางรุ่นจะมีหน้าจอแยกกัน
เพื่อแสดงรายละเอียด ที่แตกต่างกัน
-ช่องต่อขาตั้ง เป็นช่องสำหรับต่อกับขาตั้งกล้อง
-ช่องใส่การ์ดความจำ สำหรับใส่การ์ดความจำ
-ปุ่มคอนโทรลคำสั่ง โดยส่วนใหญ่เป็นปุ่มสี่ทิศทางใช้สำหรับเลื่อนปรับค่าต่างๆ
-วงล้อปรับค่า เป็นวงล้อด้านบนของกล้อง ใช้สำหรับปรับค่าโดยเฉพาะ เช่น รูรับแสง
ค่าชดเชยแสง
-วงล้อโฟกัส เป็นวงล้ออยู่บนเลนส์ ใช้สำหรับปรับระยะโฟกัสของเลนส์
-วงล้อซูม เป็นวงล้ออยู่บนเลนส์ ใช้สำหรับปรับอัตราขยายของเลนส์
-รังถ่าน ใช้สำหรับใส่แบตเตอรี่ของกล้อง
-แบตเตอรี่ เป็นแหล่งพลังงานของกล้อง โดยส่วนใหญ่จะเป็นLithium ion หรือ Nickel metal hydride battery
-ช่องต่อออกสัญญาณวิดีโอ เป็นสายสัญญาณขนาดเล็กใช้ต่อกับโทรทัศน์ผ่านช่องComposite
ประเภทของไฟล์
กล้อง DSLR จะสามารถถ่ายภาพได้ 2 ชนิด คือ JPG และ RAW ซึ่งเป็นรูปแบบของการจัดเก็บไฟล์รูปดิจิตอลที่ไม่เหมือนกัน
JPG คือ ไฟล์ภาพที่ผ่านการบีบอัดด้วยกล้องดิจิตอล ข้อดีของไฟล์ประเภทนี้คือ ขนาดไฟล์ภาพมีขนาดเล็ก ประหยัดเมมโมรีการ์ด หากนำไปขยายหรือตกแต่งก็จะทำให้ภาพนั้นสูญเสียคุณภาพ เนื่องจากเป็นไฟล์ที่บีบอัดแล้ว ไฟล์ JPG มักจะใช้สำหรับการถ่ายภาพทั่วๆไป
RAW คือ ไฟล์ภาพที่บันทึกสภาพแสงในลักษณะของข้อมูลจากเซนเซอร์ แยกเก็บไว้ทีละสี หากต้องการเรียกใช้ต้อง Convert กลับมาเป็นภาพเสียก่อน ข้อดีของไฟล์ประเภทนี้คือ ง่ายต่อการปรับแต่ง แต่ไฟล์ชนิดนี้จะมีขนาดใหญ่กว่าไฟล์ JPG 2-3 เท่า

JPG คือ ไฟล์ภาพที่ผ่านการบีบอัดด้วยกล้องดิจิตอล ข้อดีของไฟล์ประเภทนี้คือ ขนาดไฟล์ภาพมีขนาดเล็ก ประหยัดเมมโมรีการ์ด หากนำไปขยายหรือตกแต่งก็จะทำให้ภาพนั้นสูญเสียคุณภาพ เนื่องจากเป็นไฟล์ที่บีบอัดแล้ว ไฟล์ JPG มักจะใช้สำหรับการถ่ายภาพทั่วๆไป
RAW คือ ไฟล์ภาพที่บันทึกสภาพแสงในลักษณะของข้อมูลจากเซนเซอร์ แยกเก็บไว้ทีละสี หากต้องการเรียกใช้ต้อง Convert กลับมาเป็นภาพเสียก่อน ข้อดีของไฟล์ประเภทนี้คือ ง่ายต่อการปรับแต่ง แต่ไฟล์ชนิดนี้จะมีขนาดใหญ่กว่าไฟล์ JPG 2-3 เท่า
White Balance
White Balance คือ หรือสมดุลแสงสีขาว เป็นระบบที่มีกับกล้อง DSLR ที่เราสามารถปรับได้เพราะแสงในธรรมชาติ เช่นในเวลากลางวัน ก็คือดวงอาทิตย์ หรือแสงที่เกิดจากมนุษย์ เช่นหลอดไฟประเภทต่างๆ ก็จะมีสีสันที่แตกต่างกัน และเวลาที่เราถ่ายภาพออกมานั้นอาจจะผิดเพี้ยนไปจากความจริง หรือตรงกับตาของมนุษย์ เพื่อเป็นการชดเชยแสงให้ตรงกับตาของเราจึงมีการ ปรับสมดุลแสงสีขาว white Balance แต่หากเราปรับระบบ white Balance ใว้ที่ระบบอัตโนมัติกล้องก็จะปรับให้เราอยู่แล้วแต่ในบางกรณีกล้องอาจจะปรับไม่ตรงกับสายตาของเรา
ระบบ White Balance มีดังนี้
Auto กล้องจะทการปรับหรือแก้สีให้เราโดยอัตโนมัติเพื่อให้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด
Tungsten สีของ Tungsten นั้นก็จะออกสีส้มผมจะเปรียบเทียบกับวัตถุที่มีสีขาวนะครับ เมื่อปรับเป็นแบบ Tungsten ก็จะแก้สีเป็นสีน้ำเงิน
Fluorestcent สีของ Fluorestcent นั้นจะออกสีน้ำเงินถึงสีเขียว เมื่อปรับเป็นแบบ Fluorestcent ก็จะแก้สีเป็นสีม่วงๆ
Daylinght สีของ Daylinght หรือสีของพระอาทิตย์ตอนกลางวัน จะออกสีฟ้าอ่อนๆ เมื่อปรับเป็นแบบ Daylinght ก็จะแก้สีเป็นสีส้มเล็กน้อย
Flash สีของ Flash นั้นจะเป็นสีคล้ายๆกับแสงของพระอาทิตย์ตอนกลางวัน เมื่อเราปรับเป็นแบบ Flash ก็จะแก้สีเป็นสีส้มอ่อนๆถึงเหลืองเล็กน้อย
Cloudy สีของ Cloudy จะเป็นแสงของวันที่มีเมฆ หรือรวมไปทั้งหมอกและควันด้วย ทำให้แสงนั้นออกสีฟ้ามากกว่าปกติ เมื่อเราปรับเป็นแบบ Cloudy ก็จะแก้สีเป็นสีส้ม
Shade สีของ Shade คือแสงสีของการถ่ายภาพใต้ร่มเงาทำให้ภาพนั้นติดสีน้ำเงินมาก หากเราปรับเป็นแบบ Shade ก็จะแก้สีเป็นสีส้มซึ่งจะค่อนข้างเข้ม
Custom แบบ Custom เป็นการเลือกปรับ White Balance ด้วยตัวเองหรือที่เรียกว่า Manual วิธีปรับแบบ Custom คือการนำกระดาษที่มีสีขาวมาบังวัตถุที่เราต้องการจะถ่ายแล้วทำการลั่นซัตเตอร์บันทึกภาพจากนั้นเราก็นำภาพที่ได้มาเป็น White Balance ในแบบ Custom ของเราได้เลย ซึ่งวิธีนี้จะให้ค่าแสงที่มีความแม่นยำ แต่อาจใช้เวลามากกว่าแบบอื่น
ระบบ White Balance มีดังนี้
Auto กล้องจะทการปรับหรือแก้สีให้เราโดยอัตโนมัติเพื่อให้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด
Tungsten สีของ Tungsten นั้นก็จะออกสีส้มผมจะเปรียบเทียบกับวัตถุที่มีสีขาวนะครับ เมื่อปรับเป็นแบบ Tungsten ก็จะแก้สีเป็นสีน้ำเงิน
Fluorestcent สีของ Fluorestcent นั้นจะออกสีน้ำเงินถึงสีเขียว เมื่อปรับเป็นแบบ Fluorestcent ก็จะแก้สีเป็นสีม่วงๆ
Daylinght สีของ Daylinght หรือสีของพระอาทิตย์ตอนกลางวัน จะออกสีฟ้าอ่อนๆ เมื่อปรับเป็นแบบ Daylinght ก็จะแก้สีเป็นสีส้มเล็กน้อย
Flash สีของ Flash นั้นจะเป็นสีคล้ายๆกับแสงของพระอาทิตย์ตอนกลางวัน เมื่อเราปรับเป็นแบบ Flash ก็จะแก้สีเป็นสีส้มอ่อนๆถึงเหลืองเล็กน้อย
Cloudy สีของ Cloudy จะเป็นแสงของวันที่มีเมฆ หรือรวมไปทั้งหมอกและควันด้วย ทำให้แสงนั้นออกสีฟ้ามากกว่าปกติ เมื่อเราปรับเป็นแบบ Cloudy ก็จะแก้สีเป็นสีส้ม
Shade สีของ Shade คือแสงสีของการถ่ายภาพใต้ร่มเงาทำให้ภาพนั้นติดสีน้ำเงินมาก หากเราปรับเป็นแบบ Shade ก็จะแก้สีเป็นสีส้มซึ่งจะค่อนข้างเข้ม
Custom แบบ Custom เป็นการเลือกปรับ White Balance ด้วยตัวเองหรือที่เรียกว่า Manual วิธีปรับแบบ Custom คือการนำกระดาษที่มีสีขาวมาบังวัตถุที่เราต้องการจะถ่ายแล้วทำการลั่นซัตเตอร์บันทึกภาพจากนั้นเราก็นำภาพที่ได้มาเป็น White Balance ในแบบ Custom ของเราได้เลย ซึ่งวิธีนี้จะให้ค่าแสงที่มีความแม่นยำ แต่อาจใช้เวลามากกว่าแบบอื่น
องค์ประกอบของภาพ
การจัดองค์ประกอบในภาพ (Composiitioning) จะทำให้ภาพมีคุณค่าน่าดึงดูดใจ ทำให้ภาพดูแตกต่างจากภาพธรรมดาทั่ว ๆ ไปเป็นภาพที่มีความหมาย
กฎสามส่วน (Rule of Thirds) การจัดองค์ประกอบของภาพให้ดูดีประการหนึ่งคือการเลือกวางตำแหน่งจุดสนใจของภาพ โดยการแบ่งด้านกว้างและด้านยาวออกเป็นด้านละสามส่วนจะทำให้ภาพถูกแบ่งออกมาได้ 9 ช่อง จุดที่เส้นแบ่งตัดกันจะมีอยู่ 4 จุดด้วยกัน จุดใดจุดหนึ่งของจุดทั้งสี่ ถือเป็นตำแหน่งสำหรับวางส่วนสำคัญที่สุดของภาพ ซึ่งจะทำให้ภาพมีคุณค่าขึ้น ช่างภาพมือใหม่มักจะวางจุดสนใจไว้ที่กลางภาพเนื่องจากยังไม่คุ้นกับการมองผ่านช่องมองภาพ หรือมัวพะวงมุ่งสนใจกับวัตถุที่จะถ่าย ดังนั้นหากเราฝึกกวาดสายตาดูรอบ ๆ ภาพที่ช่องมองภาพแล้วเลือกว่าจะเลื่อนจุดสนใจไปยังจุดใดจุดหนึ่งของสี่จุดดังกล่าว เราก็จะได้ภาพที่ดูดีขึ้น


อนึ่ง การวางจุดสนใจไว้ ณ ตำแหน่งต่าง ๆ ดังกล่าวไม่ใช่เป็นข้อบังคับเป็นเพียงแนวทางสำหรับการจัดภาพทั่ว ๆ ไป ช่างภาพอาจมีแนวทางการวางที่ต่างออกไปแล้วแต่แนวคิดในภาพแต่ละภาพ
ความสมดุลของภาพ (Balancing Elements) ในการจัดวางจุดสนใจเอียงไปด้านใดด้านหนึ่งของภาพตามกฏสามส่วนนั้น ทำให้น้ำหนักของภาพหนักไปทางด้านนั้น ส่วนอีกด้านหนึ่งจะดูโล่ง จึงควรหาจุดสนใจรอง ๆ ไว้อีกด้านหนึ่งเป็นการถ่วงน้ำหนักให้ภาพดูสมดุลขึ้น ทั้งนี้ก็อย่าให้จุดสนใจรองนั้นมาลดความเด่นของจุดสนใจหลักจนเกินไป

เส้นนำสายตา (leading Line) โดยธรรมชาตินั้น เมื่อเรามองไปยังภาพ ตาของคนเราจะเคลื่อนไปตามเส้นสายต่าง ๆ ที่ปรากฏในภาพ ดังนั้น เราสามารถที่จะจัดองค์ประกอบของภาพให้มีเส้นสาย และให้ผู้ชมเคลื่อนสายตาไปตามเส้นสายนั้น (เส้นสายเหล่านี้อาจจะเป็นถนน ธารน้ำ ทิวเขา เส้นแบ่งของสีสัน เส้นแบ่งความเข้มของแสง ขอบเงาของวัตถุ ฯลฯ) ผ่านจุดสนใจจนเลยไกลออกไป เส้นสายเหล่านี้อาจจะมีรูปทรงเป็นเส้นตรง เส้นเฉียง เส้นโค้ง เส้นซิกแซก ฯลฯ

ความสมมาตรและความเป็นแบบแผน (Symmetry and Patterns) เราสามารถสร้างสรรค์ภาพที่มีความสมมาตรและเป็นแบบแผนดูน่าเบื่อหน่าย ให้ดูน่าสนใจได้หากสามารถนำเสนอในมุมมองที่ผู้ชมไม่ได้คาดคิดมาก่อน ในขณะที่เรากำลังเดินหามุมภาพ ให้ลองฉุกคิดดูว่าช่วงบริเวณนั้นมีโครงสร้างอะไรที่เป็นแบบแผน มีความสมมาตร อาจเป็นอาคาร สิ่งปลูกสร้าง หรือป่าเขา ลองส่องช่องมองกล้องดู ก็อาจได้ภาพที่มีคุณค่าได้ และหากเรามีการคิดต่างออกไปโดยวางจุดสนใจลงไปที่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งของภาพประเภทนี้ ก็อาจได้ภาพที่ดูดีด้วยก็ได้

มุมมอง (Viewpoint) ก่อนที่จะลงมือถ่ายภาพให้ลองใช้เวลาสักนิดคิดหามุมที่จะตั้งกล้องสำหรับบันทึกภาพ แทนที่จะเป็นมุมมองในระดับสายตาซึ่งดูจำแจ หากลองก้มลงในมุมต่ำใกล้ระดับพื้น หรือตะแคงกล้องทำมุมเอียง ๆ กับพื้น หรือปีนไปถ่ายในมุมสูง ฯลฯ อาจได้มุมมองที่ต่างออกไป และสามารถสร้างความเร้าใจให้ผู้ชมภาพนั้น ๆ ได้

ฉากหลัง (Background) บ่อยครั้งที่ภาพบางภาพที่น่าจะดูดีแต่พบว่าจุดสนใจกลับดูไม่เด่นพอ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะฉากหลังดูวุ่นวายแย่งความสนใจจากจุดสนใจหลัก ดังนั้น ในการถ่ายภาพให้หามุมกล้องที่ฉากหลังดูค่อนข้างเรียบ ไม่มีอะไรรกสายตา ไม่มีแสงสีที่จะมาแย่งตายตาไปจากจุดสนใจ อีกทางหนึ่งคือ เปิดขนาดของอะเพอร์เจอร์ให้ใหญ่ขึ้นเพื่อให้ระยะชัดลึกน้อยลงทำให้ฉากหลังพร่ามัว การถ่ายของชิ้นเล็ก ๆ เช่นการถ่ายภาพดอกไม้ เราสามารถใช้ระดาษที่มีสีโทนมืดไปไว้ด้านหลังของดอกไม้ที่จะถ่ายเพื่อทำเป็นฉากหลัง ก็จะทำให้ภาพของดอกไม้ดูโดดเด่นขึ้น

ความลึก (Depth) แม้ว่าภาพถ่ายจะเป็นภาพสองมิติ เราสามารถถ่ายทอดให้ภาพดูมีความลึกเพิ่มอีกมิติหนึ่งได้ โดยการจัดภาพให้มีทั้งฉากหน้า วัตถุ และฉากหลัง ทำให้แต่ละช่วงดูต่างจากกัน อาจจะต่างกันที่โทนสี น้ำหนักของแสง ความคมชัด ด้วยการจัดวางที่ดีทำให้ภาพดูมีความลึกขึ้น

กรอบภาพ (Framing) ภาพบางภาพอาจดูโล่ง ๆ แต่หากเราแต่งภาพโดยให้มีฉากหน้า เช่นให้มีกิ่งไม้ใบไม้มาแซม ๆ ที่ขอบภาพ สามารถทำให้ภาพดูดขึ้นไม่โล่งเหมือนเดิม การประกอบภาพด้วยขอบประตู หรือขอบหน้าต่างไว้ในบริเวณขอบของภาพสักสองถึงสี่ด้านก็ช่วยให้ภาพนั้น ๆ ดูไม่โล่งจนเกินไปได้เช่นกัน การจัดให้มีกรอบภาพแบบธรรมชาตินี้ยังเป็นเทคนิคที่ช่วยให้จุดสนใจดูเด่นขึ้นและยังเพิ่มมิติให้กับภาพได้

การตัดส่วนเกิน (Cropping) บางครั้งการถ่ายภาพมีข้อจำกัดทำให้ไม่สามารถถ่ายภาพวัตถุหลักให้มีขนาดใหญ่เท่าที่ต้องการอาจจะเนื่องจากถ่ายในระยะไกลเกินไป หรือบางครั้งภาพที่ถ่ายนั้นพบว่าจุดสนใจหลักถูกแย่งความสนใจจากสิ่งที่อยู่รอบ ๆ การตัดขอบภาพในส่วนที่ไม่จำเป็นออกไปจึงช่วยแก้ปัญหานี้ได้ ช่วยทำให้สัดส่วนของจุดสนใจให้ใหญ่ขึ้นเทียบกับพื้นที่ที่เหลืออยู่ ในขณะที่กำลังเลือกส่วนเกินที่จะตัดออกนั้น ให้พิจารณาดูว่าตำแหน่งของจุดสนใจจะถูกเลื่อนไปอยู่ในตำแหน่งใดของภาพ ให้ใช้กฏสามส่วนมาปรับปรุงให้ภาพสมบูรณ์ขึ้น การตัดส่วนเกินออกก็มีข้อเสียคือทำให้รายละเอียดของภาพด้อยลง จึงไม่ควรทำการตัดส่วนเกินออกมากจนเกินไป และหากเป็นไปได้ ในช่วงทำการบันทึกภาพให้เดินเข้าไปใกล้วัตถุมากขึ้น หรือใช้เลนส์ซูมดึงภาพให้เข้ามาใกล้ขึ้น
ความสมดุลของภาพ (Balancing Elements) ในการจัดวางจุดสนใจเอียงไปด้านใดด้านหนึ่งของภาพตามกฏสามส่วนนั้น ทำให้น้ำหนักของภาพหนักไปทางด้านนั้น ส่วนอีกด้านหนึ่งจะดูโล่ง จึงควรหาจุดสนใจรอง ๆ ไว้อีกด้านหนึ่งเป็นการถ่วงน้ำหนักให้ภาพดูสมดุลขึ้น ทั้งนี้ก็อย่าให้จุดสนใจรองนั้นมาลดความเด่นของจุดสนใจหลักจนเกินไป

เส้นนำสายตา (leading Line) โดยธรรมชาตินั้น เมื่อเรามองไปยังภาพ ตาของคนเราจะเคลื่อนไปตามเส้นสายต่าง ๆ ที่ปรากฏในภาพ ดังนั้น เราสามารถที่จะจัดองค์ประกอบของภาพให้มีเส้นสาย และให้ผู้ชมเคลื่อนสายตาไปตามเส้นสายนั้น (เส้นสายเหล่านี้อาจจะเป็นถนน ธารน้ำ ทิวเขา เส้นแบ่งของสีสัน เส้นแบ่งความเข้มของแสง ขอบเงาของวัตถุ ฯลฯ) ผ่านจุดสนใจจนเลยไกลออกไป เส้นสายเหล่านี้อาจจะมีรูปทรงเป็นเส้นตรง เส้นเฉียง เส้นโค้ง เส้นซิกแซก ฯลฯ

ความสมมาตรและความเป็นแบบแผน (Symmetry and Patterns) เราสามารถสร้างสรรค์ภาพที่มีความสมมาตรและเป็นแบบแผนดูน่าเบื่อหน่าย ให้ดูน่าสนใจได้หากสามารถนำเสนอในมุมมองที่ผู้ชมไม่ได้คาดคิดมาก่อน ในขณะที่เรากำลังเดินหามุมภาพ ให้ลองฉุกคิดดูว่าช่วงบริเวณนั้นมีโครงสร้างอะไรที่เป็นแบบแผน มีความสมมาตร อาจเป็นอาคาร สิ่งปลูกสร้าง หรือป่าเขา ลองส่องช่องมองกล้องดู ก็อาจได้ภาพที่มีคุณค่าได้ และหากเรามีการคิดต่างออกไปโดยวางจุดสนใจลงไปที่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งของภาพประเภทนี้ ก็อาจได้ภาพที่ดูดีด้วยก็ได้

มุมมอง (Viewpoint) ก่อนที่จะลงมือถ่ายภาพให้ลองใช้เวลาสักนิดคิดหามุมที่จะตั้งกล้องสำหรับบันทึกภาพ แทนที่จะเป็นมุมมองในระดับสายตาซึ่งดูจำแจ หากลองก้มลงในมุมต่ำใกล้ระดับพื้น หรือตะแคงกล้องทำมุมเอียง ๆ กับพื้น หรือปีนไปถ่ายในมุมสูง ฯลฯ อาจได้มุมมองที่ต่างออกไป และสามารถสร้างความเร้าใจให้ผู้ชมภาพนั้น ๆ ได้

ฉากหลัง (Background) บ่อยครั้งที่ภาพบางภาพที่น่าจะดูดีแต่พบว่าจุดสนใจกลับดูไม่เด่นพอ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะฉากหลังดูวุ่นวายแย่งความสนใจจากจุดสนใจหลัก ดังนั้น ในการถ่ายภาพให้หามุมกล้องที่ฉากหลังดูค่อนข้างเรียบ ไม่มีอะไรรกสายตา ไม่มีแสงสีที่จะมาแย่งตายตาไปจากจุดสนใจ อีกทางหนึ่งคือ เปิดขนาดของอะเพอร์เจอร์ให้ใหญ่ขึ้นเพื่อให้ระยะชัดลึกน้อยลงทำให้ฉากหลังพร่ามัว การถ่ายของชิ้นเล็ก ๆ เช่นการถ่ายภาพดอกไม้ เราสามารถใช้ระดาษที่มีสีโทนมืดไปไว้ด้านหลังของดอกไม้ที่จะถ่ายเพื่อทำเป็นฉากหลัง ก็จะทำให้ภาพของดอกไม้ดูโดดเด่นขึ้น

ความลึก (Depth) แม้ว่าภาพถ่ายจะเป็นภาพสองมิติ เราสามารถถ่ายทอดให้ภาพดูมีความลึกเพิ่มอีกมิติหนึ่งได้ โดยการจัดภาพให้มีทั้งฉากหน้า วัตถุ และฉากหลัง ทำให้แต่ละช่วงดูต่างจากกัน อาจจะต่างกันที่โทนสี น้ำหนักของแสง ความคมชัด ด้วยการจัดวางที่ดีทำให้ภาพดูมีความลึกขึ้น

กรอบภาพ (Framing) ภาพบางภาพอาจดูโล่ง ๆ แต่หากเราแต่งภาพโดยให้มีฉากหน้า เช่นให้มีกิ่งไม้ใบไม้มาแซม ๆ ที่ขอบภาพ สามารถทำให้ภาพดูดขึ้นไม่โล่งเหมือนเดิม การประกอบภาพด้วยขอบประตู หรือขอบหน้าต่างไว้ในบริเวณขอบของภาพสักสองถึงสี่ด้านก็ช่วยให้ภาพนั้น ๆ ดูไม่โล่งจนเกินไปได้เช่นกัน การจัดให้มีกรอบภาพแบบธรรมชาตินี้ยังเป็นเทคนิคที่ช่วยให้จุดสนใจดูเด่นขึ้นและยังเพิ่มมิติให้กับภาพได้

การตัดส่วนเกิน (Cropping) บางครั้งการถ่ายภาพมีข้อจำกัดทำให้ไม่สามารถถ่ายภาพวัตถุหลักให้มีขนาดใหญ่เท่าที่ต้องการอาจจะเนื่องจากถ่ายในระยะไกลเกินไป หรือบางครั้งภาพที่ถ่ายนั้นพบว่าจุดสนใจหลักถูกแย่งความสนใจจากสิ่งที่อยู่รอบ ๆ การตัดขอบภาพในส่วนที่ไม่จำเป็นออกไปจึงช่วยแก้ปัญหานี้ได้ ช่วยทำให้สัดส่วนของจุดสนใจให้ใหญ่ขึ้นเทียบกับพื้นที่ที่เหลืออยู่ ในขณะที่กำลังเลือกส่วนเกินที่จะตัดออกนั้น ให้พิจารณาดูว่าตำแหน่งของจุดสนใจจะถูกเลื่อนไปอยู่ในตำแหน่งใดของภาพ ให้ใช้กฏสามส่วนมาปรับปรุงให้ภาพสมบูรณ์ขึ้น การตัดส่วนเกินออกก็มีข้อเสียคือทำให้รายละเอียดของภาพด้อยลง จึงไม่ควรทำการตัดส่วนเกินออกมากจนเกินไป และหากเป็นไปได้ ในช่วงทำการบันทึกภาพให้เดินเข้าไปใกล้วัตถุมากขึ้น หรือใช้เลนส์ซูมดึงภาพให้เข้ามาใกล้ขึ้น
เรียนรู้การใช้กล้อง
| ก่อนที่จะทำการถ่ายภาพ ควรใช้เวลาสักเล็กน้อยเรียนรู้หลักการและความสามารถของกล้องตลอดจนวิธีการปรับตั้งกล้องที่จะนำมาใช้ ถึงแม้ว่ากล้องยุคปัจจุบันนี้มีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย เพียงเล็งไปยังวัตถุที่จะถ่ายแล้วกดปุ่มเปิดชัตเตอร์ ที่เหลือกล้องทำหน้าที่ให้หมด แต่หากเราต้องการได้ภาพที่แตกต่างออกไป เช่น ต้องการทำให้พื้นฉากหลังพร่ามัวเพื่อยังผลให้วัตถุที่เราถ่ายโดดเด่นขึ้น หรือต้องการถ่ายวัตถุที่กำลังเคลื่อนไหวให้คมชัด หรืออยากได้ภาพที่มีโทนสีที่อบอุ่นขึ้น ซึ่งถ้าเราเข้าใจการทำงานของปุ่มควบคุมต่าง ๆ ของกล้อง เราก็สามารถจัดการกับความต้องการเหล่านี้ ก่อนอื่นให้เราเรียนรู้ลำดับการใช้กล้องอย่างคร่าว ๆ ขั้นตอนการนำกล้องมาใช้ในการบันทึกภาพ • ศึกษาการทำงานของกล้องที่จะนำมาใช้ • เลือกเลนส์ให้เหมาะกับงาน แล้วนำมาติดตั้งกับตัวกล้อง • ติดตั้งอุปกรณ์เสริมเพื่อช่วยให้ได้ภาพที่ดีขึ้น เช่น แฟลช ขาตั้ง ฯลฯ • ปรับตั้งค่าต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมปริมาณของแสง อันได้แก่ ค่าความไวแสงของหน่วยรับภาพ ค่าความสมดุลย์ของแสงสีขาว ค่าความเร็วชัตเตอร์และขนาดอะเพอร์เจอร์ หากต้องการให้กล้องคำนวนให้ ให้ตั้งรูปแบบอัตโนมัติ (AUTO) • จับถือกล้องอย่างถูกวิธี เล็งผ่านช่องมองแสงไปยังวัตถุที่จะบันทึกภาพ • ปรับหาโฟกัสของวัสถุในภาพ ซึ่งโดยปกติมักใช้ระบบหาโฟกัสของกล้อง • จัดองค์ประกอบของภาพที่เห็นในช่องมอง • รอจังหวะท่วงท่าของวัตถุ แล้วกดชัตเตอร์ • ใช้และเก็บรักษากล้องอย่างทะนุถนอม ไม่กระทบกระแทกกล้อง ระวังอย่าให้เลนส์มีรอยขีดข่วน ทำความ สะอาดเลนส์ด้วยกระดาษเช็ดเลนส์และอุปกรณ์ทำความสะอาดเลนส์ | ![]() ![]() การจับกล้องที่ถูกวิธี ภาพจาก www.irtaqa.com |
การเลือกใช้เลนส์ เลนส์มีส่วนสำคัญต่อคุณภาพของภาพเป็นอย่างมาก เนื้อเลนส์ที่ทำจากแก้วจะมีคุณภาพดีกว่าเลนส์ที่ทำจากโพลิคาร์บอเนต เลนส์ที่ดีจะมีความใส ให้ความคมชัดและกระจายแสงได้เสมอกันทั่วทั้งภาพ (ตรวจสอบได้โดยการถ่ายภาพกำแพงเรียบ ๆ ที่มีความสว่างเท่า ๆ กันทั้งหน้า) ไม่มีอาการพร่ามัว (blur) ที่มุมภาพในขณะที่ส่วนกลางคมชัด และมีการบิดเบือนของภาพ (distortion) น้อย (เช่นถ่ายภาพของใบหน้าออกมาบวมเกินจากความเป็นจริง) เลนส์ที่ดีจึงมีราคาแพงและมีน้ำหนักมาก การเลือกใช้เลนส์ที่มีความยาวโฟกัสให้เหมาะกับงานก็มีความสำคัญเช่นกัน เช่น การถ่ายภาพบุคคลครึ่งตัว ควรใช้เลนส์ที่มีความยาวโฟกัส ประมาณ 80 มม. ถึง 135 มม. ถ่ายภาพทิวทัศน์ ควรใช้ 35 - 50 มม. ถ่ายภาพนก ควรใช้ 250 มม.ขึ้นไป เลนส์ที่มีความยาวโฟกัสสูงมีโอกาสที่ภาพจะสั่นไหวมากกว่าเลนส์ที่มีความยาวโฟกัสต่ำเนื่องมาจากอัตราการขยายของภาพมากกว่า การสั่นไหวเพียงเล็กน้อยก็จะทำให้ภาพที่ได้ไม่คมชัด ![]() ลักษณะการบิดเบือน (Distortion) ของภาพแบบต่าง ๆ ที่เกิดจากเลนส์ มุมของภาพมืดสาเหตุจากคุณภาพของเลนส์ (ภาพกลางไม่มีการบิดเบือน) ภาพจาก www.yongsak.com การตั้งความเร็วชัตเตอร์และขนาดอะเพอร์เจอร์ เนื่องจากปริมาณแสงที่หน่วยรับภาพต้องการมีค่าคงตัวสำหรับ ISO หนึ่ง ๆ การปรับความเร็วชัตเตอร์กับขนาดรูแสงอะเพอร์เจอร์จึงต้องมีความสัมพันธ์กัน หากเพิ่มความเร็วชัตเตอร์ก็ต้องเพิ่มขนาดของรูแสงอะเพอร์เจอร์ตาม (นั่นคือค่า f จะต่ำลงเช่น จาก f/11 เป็น f/5.6) การเลือกความเร็วชัตเตอร์สำหรับภาพทั่วไปไม่ควรต่ำกว่า 125 เพราะหากต่ำกว่านี้ ภาพอาจสั่นไหวได้ การตั้งความเร็วชัตเตอร์ต่ำมักใช้ถ่ายภาพกลางคืน ถ่ายเส้นสายของแสงไฟรถที่วิ่งไปตามทาง หรือถ่ายภาพน้ำตกให้เห็นสายน้ำเป็นเส้น ๆ ฯลฯ ส่วนการตั้งความเร็วชัตเตอร์สูงมักใช้ถ่ายภาพที่มีการเคลื่อนไหว เช่นภาพกีฬา ภาพนก ฯลฯ การตั้งขนาดรูแสงอะเพอร์เจอร์มีผลต่อระยะชัดลึก (ช่วงระยะห่างระหว่างจุดใกล้ที่สุดจากกล้องถึงจุดที่จะถ่ายเริ่มมีความคมชัดของภาพจนถึงระยะที่ไกลที่สุดที่เริ่มหมดความคมชัดหรือเรียกว่า “Depth of Field”) ขนาดรูแสงอะเพอร์เจอร์ที่กว้างขึ้น ระยะชัดลึกก็จะน้อยลง ตัวอย่างเช่น ถ่ายภาพบุคคล ตาข้างหนึ่งจะคมชัด ส่วนอีกข้างซึ่งอยู่ไกลออกไปอีกเล็กน้อยเริ่มพร่ามัวหลังจากที่เพิ่มขนาดรูแสงขึ้น การเลือกขนาดรูแสงอะเพอร์เจอร์อยู่ที่ประเภทของภาพ เช่น หากถ่ายทิวทัศน์ จะใช้รูแสงที่เล็กเพื่อให้ภาพทุกจุดคมชัด (ใช้ f/8 ขึ้นไป) หากถ่ายภาพดอกไม้หรือแมลงจะใช้รูแสงที่กว้างขึ้นเพื่อให้ดอกไม้เด่นและด้านหลังพร่ามัว (ใช้ f/5.6 แต่ไม่ควรกว้างกว่านี้เพราะระยะชัดลึกจะน้อยเกินไป) | |
| กล้องประเภทคอมแพค มักไม่มีปุ่มให้ปรับตั้งความเร็วชัตเตอร์หรือขนาดอะเพอร์เจอร์ ต้องเป็นกล้องประเภทกึ่งมืออาชีพขึ้นไปจึงจะมีปุ่มปรับเหล่านี้ การปรับตั้งเริ่มจากเลือกรูปแบบการปรับตั้งที่ปุ่มหมุนบนกล้องก่อน แล้วจึงปรับค่าอื่น ๆ ตามเงื่อนไขของรูปแบบที่เลือกไว้ ซึ่งกล้องส่วนใหญ่มีรูปแบบให้เลือกดังนี้ "AUTO" กล้องเป็นผู้คำนวนและเลือกค่าทุกอย่างโดยอัตโนมัติเพื่อให้ได้ปริมาณแสงที่ถูกต้อง "M" (Manual) ผู้ใช้เป็นผู้ปรับตั้งค่าเองทั้งหมด "S" (Shutter Priority) ผู้ใช้เป็นผู้ตั้งค่าความเร็วชัตเตอร์ กล้องจะคำนวนหาค่าอะเพอร์เจอร์ "A" (Aperture Priority) ผู้ใช้เป็นผู้ตั้งค่าอะเพอร์เจอร์ กล้องจะคำนวนหาค่าความเร็วชัตเตอร์ "P" (Program) คล้ายรูปแบบ "AUTO" แต่ยอมให้ผู้ใช้ปรับแต่งค่าต่าง ๆ ได้ นอกจากนี้ กล้องแต่ละรุ่นยังมีรูปแบบอื่น ๆ ให้เลือก เช่น รูปแบบสำหรับถ่ายทิวทัศน์ บุคคล ดอกไม้ ฯลฯ รูปแบบเหล่านี้มักแสดงเป็นภาพแทนตัวอักษร กล้องจะคำนวนค่าต่าง ๆ ให้โดยอัตโนมัติให้เหมาะกับรูปแบบที่เลือกไว้ | ![]() ภาพจาก Wikipedia |
การใช้ไฟเฟลช นอกจากไฟเฟลชขนาดใหญ่ที่ใช้กันในสตูดิโอถ่ายภาพแล้ว ไฟแฟลชที่ติดกับตัวกล้องก็มีความสำคัญ ช่วยเพิ่มแสงให้แก่วัตถุที่จะถ่าย ทำให้ภาพออกมามีสีสรรที่ดีขึ้น และยังช่วยให้เราสามารถใช้ความเร็วชัตเตอร์ได้สูงขึ้น แม้การถ่ายภาพนอกสถานที่ซึ่งมีแสงมากพอ เราสามารถใช้แฟลชเติมแสงด้านหน้าให้วัตถุอีกเล็กน้อย (Fill In) ทำให้วัตถุสว่างขึ้น เด่นชัดและลดเงามืดที่อาจมีปรากฏอยู่ การถ่ายภาพย้อนแสงหากใช้ไฟแฟลชช่วยจะทำด้านหน้าของวัตถุซึ่งมืดอยู่สว่างขึ้น เห็นรายละเอียดได้ดีขึ้น โดยปกติแสงไฟจากแฟลชเป็นแสงที่แข็ง เวลาใช้งาน หากถ่ายในห้องจะใช้วิธีหันหัวแฟลชขึ้นด้านบนทำมุมให้แสงแฟลชสะท้อนฝ้าเพดานกลับไปที่วัตถุที่จะถ่าย จะทำให้แสงนุ่มขึ้น หรือจะสวมหัวแฟลชด้วยยางขุ่นที่ทำเฉพาะ (Diffuser) ก็ช่วยให้แสงนุ่มขึ้นได้ ปัจจุบัน อุปกรณ์แฟลชที่ไม่ใช่อยู่ในตัวกล้องได้ถูกพัฒนาให้สามารถทำงานร่วมกับกล้องในการควบคุมค่าต่าง ๆ รวมถึงการกำหนดปริมาณแสงแฟลชที่จะปล่อยออกมาให้พอเหมาะไม่มากหรือน้อยไป ทำให้ได้ภาพที่สมบูรณ์และได้ปริมาณแสงที่ถูกต้อง (ระบบที่ใช้กันอยู่เรียกระบบ TTL หรือ Through-the-lens Metering) แฟลชบางรุ่นสามารถปรับตามระยะโฟกัสของเลนส์ได้เพื่อควบคุมการกระจายของแสงให้เพียงพอ | ![]() |
การใช้ขาตั้ง ขาตั้งช่วยยึดกล้องไม่ให้มีการสั่นไหวเวลาลั่นชัตเตอร์ ทำให้ภาพมีความคมชัดแม้จะใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่ต่ำ ๆ เป็นเวลาหลายวินาที ดังนั้น เวลาการถ่ายภาพกลางคืน หรือเมื่อจะต้องใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่ต่ำ จึงต้องใช้ขาตั้งช่วยเสมอ (หากมีความจำเป็นและหาขาตั้งไม่ได้ ให้หาที่ยึดที่มั่นคง เช่นเสาไฟฟ้า โต๊ะ เวลาถ่ายให้ยึดกล้องกับตัวช่วยเหล่านี้ให้มั่น ๆ อย่าให้ขยับได้แม้แต่เล็กน้อย มิฉะนั้นภาพจะออกมาไม่คมชัดได้) ช่างภาพมืออาชีพหากมีโอกาส เขามักใช้ขาตั้งช่วยในการถ่ายภาพเสมอ แม้แต่การถ่ายภาพทิวทัศน์ในเวลากลางวันซึ่งมีแสงเพียงพออยู่แล้ว ทั้งนี้เพราะเมื่อนำภาพไปขยายใหญ่ ๆ ภาพก็ยังคมชัดอยู่และยังให้รายละเอียดที่ดี ภาพจาก www.digitaltrends.com/ | |
ประวัติของกล้องถ่ายภาพ
ประวัติของกล้องถ่ายภาพ
ภาพจาก http://mediainfotain.blogspot.com/วิวัฒนาการของกล้องถ่ายภาพเริ่มจากมีผู้สังเกตุเห็น ภาพเหมือนในลักษณะกลับหัวบนผนังภายในห้องที่ทึบและอับแสง ภาพดังกล่าวเกิดจากแสงของภาพวิวภายนอกลอดผ่านรูเล็ก ๆ ที่ผนังห้องไปก่อเกิดภาพเหมือนบนผนังอีกด้านที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของห้อง
ต่อมาได้มีการนำหลักการดังกล่าวมาประดิษฐ์เป็นกล้อง ออบสคิวรา (Camera Obscura) คำว่า "camera" มีความหมายว่า "ห้อง" ส่วน "Obscura" มีความหมายว่า "ความมืด" ในปีค.ศ.1558 นาย Giovanni Battista della Porta ได้เขียนบทความแนะนำให้ใช้กล้องออบสคิวราเป็นเครื่องมือในการวาดภาพ และในช่วงเวลาของพระ Johannes Zahn (1641–1707) ท่านได้ออกแบบกล้อง ออบสคิวราแบบพกพาไว้หลายแบบ และยังมีการใช้กระจกติดไว้ด้านหลังของกล้องสะท้อนแสงขึ้นไปปรากฏภาพที่ด้านบนของกล้อง ทำให้ภาพที่ได้ไม่กลับหัวอีกต่อไป ประจวบกับในช่วงคริสตวรรษที่ 16 ได้มีการประดิษฐ์กล้องส่องทางไกล จึงมีการนำเลนส์มาใส่ที่ช่องรับแสงแทนรูเข็ม ทำให้ได้ภาพที่สว่างและคมชัดขึ้น
ภาพจาก http://wernernekes.de/
กล้องออบสคิวรา ภาพจาก Wikipedia
ในปีค.ศ. 1814 ชาวฝรั่งเศสชื่อ Joseph Nicéphore Niépce ได้ทดลองนำสาร silver chloride เคลือบลงบนกระดาษมารับภาพในกล้องออบสคิวรา
โดยเปิดรับแสงอยู่นานถึง 8 ชั่วโมง กระดาษดังกล่าวมีภาพปรากฏขึ้นแต่สามารถอยู่ได้สักพักแล้วก็จางหายไป แม้กระนั้นก็ถือได้ว่า
เป็นเหตุการณ์ที่สำคัญต่อการพัฒนาเทคโนโลยีการถ่ายภาพ
ในปีค.ศ. 1837 ชาวฝรั่งเศสชื่อ Louis Jacques Mandé Daguerre ผู้เป็นหุ้นส่วนกับนาย Niépce ได้ทำการ
พัฒนาวิธีการสร้างภาพต่อจากนาย Niépce เขาสามารถทำการบันทึกภาพให้อยู่คงทนได้สำเร็จ
อีกทั้งใช้เวลาในการรับแสงน้อยกว่า 30 นาที วิธีการของนาย Daguerre เรียกว่า
"Daguerreotype"
ในปีค.ศ. 1841 นาย William Henry Talbot ได้พัฒนาระบบที่ชื่อ Calotype โดยสร้างภาพจากการบันทึกให้
เป็นภาพกลับสี (Negative Image ขณะนั้นยังเป็นภาพสีขาวกับดำอยู่) จากนั้นนำภาพที่ได้มาทำ
การสำเนาได้เป็นภาพสีเหมือน (Positive Image) ซึ่งวิธีการนี้สามารถทำสำเนาจากภาพต้นฉบับ
ได้หลาย ๆ ชุด ทั้งนาย Daguerre และนาย Talbot ต่างก็ใช้กล้องออบสคิวราแบบติดเลนส์ด้าน
หน้าซึ่งสามารถเลื่อนปรับระยะได้เพื่อหาระยะชัดของภาพ ส่วนแผ่นรับภาพจะติดไว้ด้านหลังที่
ช่องมองภาพ
กล้อง Daguerreotype
ภาพจาก Wikipedia
ในปีค.ศ. 1843 ได้มีการนำภาพถ่ายมาใช้ในการโฆษณาครั้งแรกที่เมืองฟิลาเดลเฟีย ประเทศสหรัฐอเมริกา
ในปีค.ศ. 1851 Frederick Scott Archer ได้คิดค้นระบบที่มีชื่อเรียกว่าระบบ Collodion โดยใช้แผ่นรับภาพ
แบบแห้ง ซึ่งใช้เวลาเพียง 2 ถึง 3 วินาทีในการบันทึกภาพในสภาพแสงปกตินอกอาคาร ใน
ช่วงเวลาเดียวกันนั้นเองก็มีการทดลองบันทึกภาพถ่ายใต้น้ำด้วย
ในปีค.ศ. 1859 มีการจดสิทธิบัตรกล้องถ่ายภาพแบบ Panorama
ในปีค.ศ. 1871 นาย Richard Leach Maddox ได้คิดค้นแผ่นรับภาพแบบแห้งโดยใช้สารเจลาตินซึ่งมีชื่อเรียก
ระบบนี้ว่า ระบบ Gelatin Dry Plate Silver Bromide แผ่นรับภาพชนิดนี้ทำให้ช่างถ่ายภาพ
ไม่จำเป็นต้องชะโลมด้วยน้ำยาเคมีเพื่อทำการล้างภาพทันทีหลังจากบันทึกภาพเสร็จเหมือน
กรรมวิธีในระบบก่อนหน้านี้ ในช่วงท้ายของทศวรรษ 1870 ความเร็วในการบันทึกภาพเหลือ
เพียง 1 ใน 25 วินาที
Gelatin Dry Plate Silver Bromide
ภาพจาก www. astro.virginia.edu
ในปีค.ศ. 1880 นาย George Eastman ได้ก่อตั้งบริษัท Eastman dry plate สี่ปีให้หลังทางบริษัทได้
ประดิษฐ์แผ่นรับภาพทำจากกระดาษทำให้โค้งงอได้เป็นที่มาของคำว่า "ฟิล์มถ่ายภาพ
(Photographic Film)"
ในปีค.ศ. 1888 บริษัท Eastman ได้ประดิษฐ์ฟิล์มแบบเป็นม้วนทั้งยังประดิษฐ์กล้องถ่ายภาพแบบประหยัดใช้
ชื่อว่า "Kodak" ตัวกล้องมีลักษณะเป็นกล่องสี่เหลี่ยมไม่มีการปรับระยะชัดและมีความเร็วใน
การรับแสงตายตัว อีกทั้งได้ทำการเปลี่ยนฟิล์มแบบกระดาษเป็นแบบเซลลูลอยด์ (Celluloid)ใน
ปีค.ศ. 1889 ผู้ใช้กล้อง Kodak เมื่อถ่ายภาพจนหมดม้วนก็จะนำฟิล์มมาส่งให้บริษัท Kodak
เพื่อเป็นผู้จัดทำขบวนการสร้างภาพ ต่อมาในปีค.ศ. 1900 บริษัทยังได้ออกกล้องรุ่นใหม่มีชื่อว่า
"Brownie" เป็นกล้องราคาประหยัดและได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง กล้อง Brownie ออกมา
อีกหลายรุ่น บางรุ่นยังมีจำหน่ายจนสิ้นทศวรรษ 1960 ผลการประดิษฐ์ฟิล์มม้วนของ Kodak ยัง
เป็นก้าวสำคัญในการประดิษฐ์กล้องถ่ายภาพยนต์ของนาย Thomas Edison's ในปีค.ศ. 1891
ในปีค.ศ. 1913 นาย Oskar Barnack จากสถาบัน Ernst Leitz Optishe Werke ได้มีการประดิษฐ์ต้นแบบ
กล้อง 35 มม. และผลิตออกจำหน่ายในปีค.ศ. 1925 ใช้ชื่อกล้องว่า "Leica I" กล้อง 35 มม.
ได้เป็นที่นิยมเพราะขนาดกระทัดรัด และฟิล์มที่ใช้ได้รับการพัฒนาให้มีคุณภาพสูงขึ้นเรื่อย ๆ
เป็นผลให้ผู้ผลิตกล้องต่างก็ลงมาแข่งขันในตลาดนี้
ในปีค.ศ. 1927 บริษัทไฟฟ้า General Electric ได้ประดิษฐ์หลอดไฟแฟลชใช้สำหรับถ่ายภาพในพื้นที่ที่มี
แสงสว่างไม่เพียงพอ ซึ่งก่อนหน้านี้การให้แสงสว่างทำได้โดยใช้ผงเคมีทำปฏิกริยากันจนเกิด
แสงจ้าซึ่งถูกคิดค้นโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน
ในปีค.ศ. 1928 นาย Franke & Heidecke Roleiflex ได้นำเสนอกล้อง Rolleiflex เป็นกล้องขนาดเหมาะกับ
การพกพาใช้ฟิล์มขนาด 120 ประกอบด้วยเลนส์สองชุด ชุดหนึ่งใช้สำหรับบันทึกภาพ อีกชุดหนึ่ง
ใช้กระจกสะท้อนให้เกิดภาพบนกระจกฝ้าสำหรับมองภาพ เรียกว่า กล้องระบบสะท้อนภาพ
เลนส์คู่ (Twin-lens Reflex Cameras เรียกย่อ ๆ ว่า TLR) ในปีค.ศ. 1933 นาย Ihageen
Exakgta ได้ออกกล้องระบบสะท้อนภาพเลนส์เดี่ยว (Single-lens Reflex Camera เรียกย่อ ๆ
ว่า SLR) กล้องดังกล่าวใช้ฟิล์ม 120 ความเป็นจริงในยุคนั้นมีการผลิตกล้อง TLR และ SLR
อยู่ก่อนแล้ว แต่กล้องของ Rolleiflex กับ ของ Exakgata มีขนาดกระทัดรัดพกพาสะดวก
จึงเป็นที่นิยมมากกว่า และอีก 3 ปีให้หลัง Kine Exakta ได้ออกกล้อง SLR ที่ใช้ฟิล์มขนาด
35 ม.ม. ซึ่งเป็นแบบที่สามารถทำตลาดได้ดี ทำให้มีผู้ผลิตกล้องประเภทนี้ออกมาเป็นจำนวน
มาก ในปีค.ศ. 1947 กล้อง Duflex ได้มีการใช้ปริซึมห้าเหลี่ยม (Pentaprism) ในการสะท้อน
ภาพทำให้มีช่องมองภาพอยู่ด้านหลังของกล้องแทนที่ดูจากด้านบนเหมือนกล้องอื่น ๆ ในยุคนั้น
ช่วงเวลาเดียวกันนี้เอง ได้กำเนิดกล้อง Hasselblad 1600F ซึ่งถือเป็นมาตรฐานสำหรับกล้อง
SLR ขนาดกลางซึ่งใช้ฟิล์ม 120
หลักการทำงานของกล้อง SLR
ภาพจาก photos.cristinsculpture.com
กล้อง Kodak ภาพจาก www.inventors.about.com
กล้องจำลองต้นแบบ Leica I
ภาพจาก Wikipedia
กล้อง Rolleiflex แบบ TLR
ภาพจาก www.goatkarma.com
กล้อง Exakta A, 2nd version,
with 75/2.8 Tessar
ภาพจาก www.pacificrimcamera.com
ในปีค.ศ. 1935 บริษัท Eastman Kodak ได้วางจำหน่ายฟิล์มสไลด์สี "Kodachrome" ซึ่งให้สีสรรที่สวยสด
เป็นที่นิยมของช่างภาพมืออาชีพ เนื่องจากขบวนการสร้างภาพที่ซับซ้อน ฟิล์มรุ่นนี้ขายในราคา
ที่รวมค่าล้างและต้องส่งไปเข้าสู่ขบวนการล้างที่ศูนย์ของ Kodak เท่านั้น ต่อมาในปีค.ศ. 1941
บริษัท ยังได้แนะนำฟิล์ม negative สี "Kodacolor" เข้าสู่ตลาดอีกด้วย
ในปีค.ศ. 1948 นาย Edwin Land ได้นำสิ่งประดิษฐ์ใหม่ออกสู่ตลาด เป็นกล้องถ่ายภาพแบบสร้างภาพทันที
หลังการบันทึกภาพ (Instant-picture camera) ซึ่งมักเรียกกันว่า "Land Camera" รุ่นของกล้อง
ที่ออกตลาดในตอนนั้นเรียกว่า "Polaroid Model 95" เนื่องจากราคากล้องยังค่อนข้างสูง จึงมี
การออกรุ่นใหม่ ๆ อีกหลายรุ่น ในปีค.ศ. 1963 Polaroid ได้เริ่มจำหน่ายฟิล์มสีสร้างภาพทันที
หลังการบันทึกภาพ (Instant Colour Film) ในปีค.ศ. 1965 Polaroid ได้ออกกล้องรุ่น
"Model 20 Swinger" ซึ่งถือแป็นรุ่นที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงมียอดขายสูงสุดตลอดการณ์
รุ่นหนึ่งของบริษัท
ในปีค.ศ. 1953 นาย Harold Eugene Edgerton จากบริษัท EG&G ได้ร่วมมือกับนาย Jaques Yves
Cousteau นักสำรวจใต้น้ำชาวฝรั่งเศสเริ่มใช้กล้องถ่ายภาพท้องมหาสมุทรโดยใช้คลื่นโซนาร์
ในการวัดระยะระหว่างกล้องกับพื้นมหาสมุทร
ในปีค.ศ. 1968 ยาน Apollo 8 ได้ทำการบันทึกภาพของโลกจากดวงจันทร์เป็นครั้งแรก)
ในปีค.ศ. 1978 บริษัทผลิตกล้อง Konica ได้ประดิษฐ์กล้องถ่ายภาพแบบหาระยะชัดโดยอัตโนมัติ (Automatic
Focus Camera)
ในปีค.ศ. 1980 บริษัท Sony เริ่มแสดงต้นแบบกล้องถ่ายวีดิโอ ในปีถัดมา บริษัท Sony ได้ออกกล้อง
ถ่ายภาพนิ่งแบบอีเลคทรอนิคซึ่งใช้หลักการเดียวกับการบันทึกวีดีโอและใช้แผ่นเก็บข้อมูล
ขนาดเล็ก ซึ่งสามารถดูภาพและพิมพ์ภาพจากเครื่องอ่านที่สร้างเฉพาะงาน ระบบดังกล่าวคล้าย
กับระบบที่บริษัท Texas Instruments คิดค้นขึ้นในปีค.ศ. 1972 คุณภาพของภาพที่ได้ยังอยู่
ในเกณฑ์ที่ต่ำเทียบเท่ากับภาพบนจอทีวี
ในปีค.ศ. 1985 บริษัท Pixar ได้นำเสนอเทคโนโลยีการสร้างและประมวลภาพด้วยระบบดิจิตอล
ในปีค.ศ. 1986 บริษัท Fuji ได้ริเริ่มผลิตกล้องแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง
ในปีค.ศ. 1988 บริษัท Fuji ได้ออกกล้อง Fuji DS-1P ซึ่งถือเป็นกล้องดิจิตอลแรกที่สร้างไฟล์ภาพนำมาใช้ใน
คอมพิวเตอร์ได้ ตัวกล้องมีการ์ดความจำ 16 MB และต้องใช้พลังงานจากแบตเตอรี่รักษาข้อมูล
ตลอดเวลา กล้องดังกล่าวไม่ได้มีการวางจำหน่ายมากนัก
ในปีค.ศ. 1990 กล้องที่มีการวางจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ คือกล้อง Dycam Model 1 ใช้หน่วยบันทึกภาพแบบ
CCD (Charge Couple Device) และเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์โดยตรงในการส่งข้อมูลภาพ
ในปีค.ศ. 1991 บริษัท Kodak ได้นำกล้อง Kodak DCS-100 ออกจำหน่ายโดยใช้ตัวกล้องแบบใช้ฟิล์มของ
ยี่ห้ออื่นมาดัดแปลง (ใช้กล้องของ Nikon) Kodak ได้ให้การนิยามในการเรียกเม็ดสีแต่ละเม็ด
ของภาพดิจิตอลว่า “พิกเซล” (Pixel) ขนาดของไฟล์ภาพสำหรับกล้องรุ่นนี้อยู่ที่ 1.3 เมกกะ
พิกเซล กล้องดังกล่าวมีราคาค่อนข้างสูงและมีเป้าหมายในการจำหน่ายแก่ช่างภาพมืออาชีพและ
นักข่าว
ในปีค.ศ. 1995 กล้อง Ricoh RDC-1 ได้ถูกวางจำหน่าย ถือเป็นกล้องแรกที่สามารถอัดคลิบวีดีโอได้
ในปีค.ศ. 1995 นาย Phillipe Kahn ได้ประดิษฐ์ระบบบันทึกภาพสำหรับโทรศัพท์มือถือเป็นเครื่องแรก และ
ในปีค.ศ. 2000 บริษัท J-Phone ได้ออกโทรศัพท์มือถือรุ่น J-SH04 ที่สามารถบันทึกภาพได้
จำหน่ายในเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรก
หลังจากนั้น บริษัทผลิตกล้องชั้นนำต่างก็ผลิตกล้องดิจิตอลที่มีคุณภาพสูงขึ้น มีหน่วยบันทึกภาพที่ให้คุณภาพ
และความละเอียดสูงขึ้น ในขณะที่ราคาลดต่ำลง มีแบบและรุ่นต่าง ๆ ให้เลือกมากมาย ทำให้การถ่ายภาพเป็นที่แพร่หลายมากยิ่งขึ้น
ฟิล์มสไลด์สี Kodachromeภาพจาก http://blogs.eciad.ca/
กล้อง Polaroid
Model 20 Swinger
ภาพจาก www.people.tribe.net
กล้อง Dycam Model 1
ภาพจาก www.dipity.com
กล้อง Ricoh RDC-1
ภาพจาก www.digicamhistory.com
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

























