เทคนิคการถ่ายภาพเบื้องต้น
วันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
Speed Shutter
ความเร็วชัตเตอร์(Shutter Speed, Exposure Time)
กล้องดิจิตอลจะกำหนดเวลาในการรับแสงของ CCD เช่นเดียวกับเวลาในการเปิดรับแสงของกล้องใช้ฟิล์ม เวลา
ที่แสงตกลงบน Image Sensor เราเรียกว่า เวลาเปิดรับแสง (Exposure Time) หรือความเร็วชัตเตอร์ (Shutter
Speed) กล้องดิจิตอลแบบ SLR จะมีชัตเตอร์หน้า Image Sensor ทำหน้าที่ควบคุมเวลาในการเปิดรับแสง ส่วน
กล้องดิจิตอลแบบคอมแพค หรือกล้องดิจิตอลที่ถ่ายภาพวิดีโอ หรือดูภาพที่ที่จะถ่ายทางจอ LCD ด้านหลัง
กล้องได้จะไม่มีชัตเตอร์หน้า Image Sensor เวลาเปิดรับแสงจะควบคุมโดยเวลาการอ่านข้อมูลของ Image
Sensor ซึ่งถูกควบคุมโดย Processor ในตัวกล้องอีกทีหนึ่ง
เวลาเปิดรับแสงจะมีผลต่อภาพ 2 ประการคือ
1. ความมืดสว่างของภาพ เวลาเปิดรับแสงสั้น แสงจะเข้าน้อย ทำให้ภาพมืดกว่าเวลาเปิดรับแสงนาน เช่น ความ
เร็วชัตเตอร์1 วินาทีแสงจะเข้ามากกว่าความเร็วชัตเตอร์1/15 วินาทีหากค่าการปรับตั้งทุกอย่างเท่ากัน (ความ
ไวแสง ช่องรับแสง) ความเร็วชัตเตอร์1 วินาทีจะให้ภาพที่สว่างกว่าความเร็วชัตเตอร์1/15 วินาที
2. การเคลื่อนไหวของภาพ หากวัตถุในภาพมีการเคลื่อนไหว (จากการเคลื่อนที่ของวัตถุหรือการเคลื่อนที่
ของกล้อง)
เวลาเปิดรับแสงนานจะทำให้ภาพเกิดการสั่นไหว หรือพร่ามัวได้มากกว่าเวลาเปิดรับแสงสั้น
เวลาเปิดรับแสงจะกำหนดเป็นค่าวินาทีแบบจำนวนเต็มหรือเศษส่วน แสดงอยู่ที่วงแหวนปรับความเร็วชัตเตอร์
ในจอแสดงข้อมูลที่ช่องมองภาพ หรือที่จอ LCD ด้านหลังตัวกล้องให้ทราบ
ตัวเลขความเร็วชัตเตอร์มีดังนี้ T , B , 30s ,15s , 4s , 2s , 1s , 1/2s , 1/4s , 1/8s , 1/15s ,
1/30s , 1/60s , 1/125s , 1/250s , 1/500s , 1/1000s , 1/2000s , 1/4000s , 1/8000s
ความเร็วชัตเตอร์T และ B เป็นการเปิดชัตเตอร์นานมาก ๆ เท่าที่ผู้ใช้ต้องการ ส่วนใหญ่จะไม่จำกัดเวลาเปิดรับ
s คือ วินาที30s ถึง 1s คือเวลาเปิดรับแสงเป็นจำนวนเต็มวินาทีส่วนตัวเลขถัดไปจะเป็นเศษส่วน เช่น
1/2s , 1/125s ซึ่งบางครั้งจะเขียนเป็นจำนวนเต็ม แต่ไม่มีs ต่อท้าย เช่น 125 คือ 1/125 วินาที30 คือ 1/30
วินาทีส่วน 30s คือ 30 วินาที
การเลือกใช้ความเร็วชัตเตอร์ขึ้นกับความต้องการในการควบคุมการเคลื่อนไหวของวัตถุในภาพ และความ
สามารถในการถือกล้องให้นิ่ง ความเร็วชัตเตอร์มาตรฐานที่สามารถถือกล้องให้นิ่งได้จะอยู่ประมาณ 1/60 ถึง1/250 วินาทีแล้วแต่น้ำหนักของกล้อง ความเร็วต่ำกว่านี้จะเสี่ยงต่อการสั่นไหวของภาพอันเนื่องมาจากมือไม่
นิ่งแต่ถ้าติดตั้งกล้องบนขาตั้งซึ่งไม่มีการสั่นไหว ความเร็วชัตเตอร์ยิ่งสูงจะสามารถจับวัตถุเคลื่อนไหวให้หยุดนิ่ง
ได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ความเร็วชัตเตอร์ต่ำจะสามารถทำให้วัตถุเคลื่อนไหวพร่ามันมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามความเร็ว
ชัตเตอร์ที่ต่ำลง
ความไวแสง Sensitivity (ISO)
ความไวแสง Sensitivity (ISO)
Sensitivity (ISO) หมายถึงความไวแสงของฟิล์มหรือตัวเซ็นเซอร์ ซึ่งในกรณีของฟิล์มถ่ายภาพการเพิ่มสารที่ไวต่อแสงลงไปในฟิล์มทำให้ฟิล์มมีความไวแสงสูงขึ้น แต่ก็ปรากฏเม็ดเกรนของฟิล์ม (grain) ทำให้ภาพดูหยาบกร้านไม่สวยงาม ถ้าเป็นกรณีของตัวเซ็นเซอร์การเพิ่มความไวแสงของเซ็นเซอร์ก็คือการเพิ่มอัตราการขยายสัญญาณภาพภายในตัวเซ็นเซอร์นั่นเอง ผลที่ได้ทำให้เกิดสัญญาณรบกวนซึ่งมาในรูปของเม็ดสีหรือขาวดำที่ไม่พึงประสงค์ที่เรียกโดยรวมว่า (Noise)
ค่า ISO ปกติอยู่ที่ 100 ให้คุณภาพอยู่ในเกณฑ์ดีมาก การเพิ่มค่า ISO ให้สูงขึ้นเป็นผลให้เซ็นเซอร์มีความต้องการแสงในการถ่ายภาพลดลง ทำให้สามารถถ่ายภาพในสภาวะแสงต่ำๆ ได้ดี ทั้งนี้เพราะการเพิ่มค่า ISO สูงๆ ทำให้เราสามารถเพิ่มความเร็วชัตเตอร์ได้สูงตามไปด้วย แต่ก็มีผลข้างเคียงก็คือการเกิด (Noise) มากขึ้นตามการเพิ่มของค่า ISO สำหรับกล้อง D-SLR ในปัจจุบัน สามารถปรับค่า ISO ได้สูงถึง 800-1,600 โดยยังให้คุณภาพของภาพอยู่ในเกณฑ์ดีมีการเกิด Noise ต่ำ
จากค่า ISO ในตาราง เป็นค่ามาตรฐานที่มีอยู่ในกล้องดิจิตอล โดยมีค่าสูงขึ้นขั้นละ 1 Stop ไล่ระดับกันไป โดยค่า ISO สูงๆ จะมีเฉพาะในกล้องระดับมืออาชีพเท่านั้น

ถ่ายด้วยกล้อง Canon 5D f/8, 1/125, ISO 100

ถ่ายด้วยกล้อง Canon 500 D f/5.6, 1/2000, ISO 3200
ระบบวัดแสงของกล้อง DSLR
สำหรับการวัดแสงนั้น ไม่ยาก โดยในกล้อง ดิจิตอล ทุกตัวจะมีเครื่องมือในการวัดแสงอยู่แล้ว ซึ่งจะเป็นอุปกรณ์ชิ้นเล็กๆ ที่ถูกบรรจุอยู่ภายในตัวกล้อง อุปกรณ์ตัวนี้แหละที่เป็นตัวที่ทำหน้าที่วัดค่าแสง ที่สะท้อนจากวัตถุที่คุณกำลังจะถ่ายว่ามีค่ามากน้อยเพียงใด ซึ่งสามารถดูได้จากหน้าจอ LCD ของกล้องเรา จะมีขีดสเกลที่แสดงปริมาณของแสงอยู่ ซึ่งเรียกกันว่า สเกลวัดแสง คล้ายภาพด้านล่าง
ต่อมาเรามาดูค่าของสเกลวัดแสงกัน
ตรงแถบวัดแสงจะมีเข็มเล็กๆ อยู่ ซึ่งเป็นตัวบอกค่าให้เรารูว่า มีแสงมากน้อยเพียงใด หรือ กำลังพอดี ซึ่งดูไม่ยากเลย โดยถ้าเข็มชี้ไปทางลบ ก็แสดงว่า แสงน้อยเกินไป ภาพที่ถ่ายออกมาก็ดูมืดไป และในทางกลับกัน ถ้าเข็มชี้ไปทาง บวก ก็แน่นอนมีแสงเข้ามากเกินไป ภาพที่ได้ออกมาก็จะดูสว่างไป
ต่อมาให้ท่านลองยกกล้องขึ้นมาแล้วเล็งไปยังวัตถุ หรือที่ต่างๆ ที่ท่านต้องการจะถ่ายแล้ว กดปุ่มชัตเตอร์ลงครึ่งนึง (สำหรับการกดชัตเตอร์ลงครึ่งนึง เพื่อทำการโฟกัสและวัดแสง) กล้องแสดงตัวเลขรูรับแสง และ สปีดชัดเตอร์ ขึ้นมา ซึงแน่นอนย่อมจะมีความแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสภาพแสงที่เราหันกล้องไปนั่นเอง ซึ่งนั่นหมายความว่า กล้องได้ทำการวัดแสง คำนวณและเลือกขนาดรูรับแสง และ สปีดชัตเตอร์ที่กล้องคิดว่า มีความเหมาะสม กับสภาพแสงต่างๆ ให้กับเราแล้ว
ระบบวัดแสงแบบต่างๆ ของกล้อง DSLR มีอะไรบ้าง
ต่อมาเรามาดูกันว่า สำหรับกล้อง DSLR นั้นมีระบบวัดแสงอะไรบ้าง สำหรับในกล้อง DSLR นั้นจะมีระบบวัดแสงมาให้ประมาณ 3-4 ระบบ แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับ ยี้ห้อ ซึ่งระบบวัดแสงก็คือ ระบบวิธีการคำนวณหา ค่าแสงของกล้อง การที่เราจะเลือกใช้ระบบวัดแสงแบบใดนั้น มันก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ หรือสภาพแสงที่เราจะถ่าย ระบบวัดแสงแบบต่างที่มีอยู่ในกล้อง DSLR มีดังนี้
1. ระบบวัดแสงแบบเฉลี่ย
2. ระบบวัดแสงแบบเฉลี่ยหนักกลาง
3. ระบบวัดแสงแบบเฉพาะจุด
เรามาดูแต่ละระบบกันว่ามันทำงาอย่างไรกันบ้าง
1. ระบบวัดแสงแบบเฉลี่ย
ระบบนี้จะมีในกล้อง DSLR ทุกรุ่นเลย ซึ่งจะมีชื่อเรียกแตกกันไป ในแต่ละรุ่น หลักการทำงานของระบบนี้ก็คือ กล้องจะทำการแบ่งพื้นที่ในช่องมองภาพออกเป็นส่วนๆ ซึ่งจะแบ่งเป็นกี่ส่วนก็ขึ้นอยู่กับผู้ผลิตแต่ละราย จากนั้นจึงนำค่าแสงจากทุกๆ ส่วนมาคำนวณหาค่ากลาง ระบบวัดแสงนี้เหมาะสำหรับการถ่ายภาพทั่วๆ ไป ที่สภาพแสงในแต่ละส่วนไม่มีความแตกต่างกันมากนัก เช่น การถ่ายภาพวิวทัวทัศน์
ข้อดีของระบบนี้ คือ ใช้งานง่าย ครอบคลุมการใช้งานทั่วไป แต่ ไม่ความนำไปใช้กับการถ่ายภาพที่สภาพแสงไม่ปกติ เช่น ถ่ายภาพย้อนแสงต่าง ๆ ภาพท้องฟ้ากับพื้นดินที่มีความสว่างต่างกันมากๆ หรือ ภาพถ่ายภายในร่มแต่พื้นที่ด้านนอกสว่างมากๆ โอกาสเกิดการผิดพลาดจะมีค่อนข้างสูงเลยทีเดียว
2. ระบบวัดแสงแบบเฉลี่ยหนักกลาง
สำหรับระบบนี้มีความคล้ายคลึงกับระบบแรกที่กล่าวมาแล้ว เพียงแต่จะให้ความสำคัญที่ส่วนกลางของภาพเป็นหลัก มากกว่าส่วนที่อยู่รอบๆ คือ โดยปกติในการถ่ายภาพก็จะให้ความสำคัญในส่วนกลาง หรือให้วัตตถุที่ต้องการจะถ่ายอยู่ตรงกลางอยู่แล้ว
ระบบนี้เหมาะสำหรับการถ่ายภาพที่ให้ความสำคัญกับส่วนตรงกลางของภาพ เช่น การถ่ายภาพบุคคล หรือภาพที่ต้องการให้วัตถุอยู่กลางภาพ
ข้อควรระวังในการระบบวัดแสงแบบเฉลี่ยหนักกลาง คือ เวลาวัดแสงคุณต้องแน่ใจว่า วัตถุที่ต้องการถ่ายมีขนาดใหญ่เพียงพอและครอบคลุมตรงกลางของช่องมองภาพ ซึ่งถ้าหากวัตถุที่ต้องการถ่ายมีขนาดเล็กแล้วระบบนี้ไปวัดแสงในส่วนของฉากหลังแทน ซึ่งอาจทำให้การวัดแสงผิดพลาดได้
3. ระบบวัดแสงแบบเฉพาะจุด
ระบบการวัดแสงนี้จะมีพื้นที่สำหรับการวัดแสง 3-5 เปอร์เซ็นต์ในช่องมองภาพ โดยประมาณ โดยแสดงเป็นจุดวงกลมเล็กๆ ให้เห็นในช่องมองภาพ พื้นที่ดังกล่าวนั่นแหละคือพื้นที่สำหรับวัดแสง โดยถ้าหากเราต้องการจะวัดแสงตรงจุดใหนก็ให้เล็งวงกลมเล็กๆ ไปตรงจุดนั้น แล้วกดชัดเตอร์ลงครึ่งหนึ่ง กล้องก็จะทำการวัดแสงตรงส่วนนั้นให้ ผู้ที่จะใช้ระบบวัดแสงชนิดนี้ ควรรูจักเลือกวัตถุที่มีค่าการสะท้อนแสง 18 เปอร์เซ็นต์ หรือเทียบเท่าสีเทากลาง โดยที่นิยมใช้กันบ่อยๆ ในการอ้างอิง ก็อย่างเช่น สนามหญ้า ท้องฟ้าบริเวณที่เป็นสีเข้มหน่อย เมฆสีเทาๆ เป็นต้น แต่ถ้าต้องการความแม่นยำจริง แนะนำให้ใช้ กระดาษสีเทา 18% ซึ่งจะให้ความแม่นยำในการวัดแสงค่อนข้างสูงมาก
แม้ว่าระบบวัดแสงแบบเฉพาะจุดจะมีความแม่นยำค่อนข้างสูง แต่ก็สิ่งที่ต้องระวังอยู่ ถ้าหากละเลยไปอาจทำให้เกิดความผิดพลาดได้ สำหรับข้อความระวังมีดังนี้
- ให้เล็งวัตถุที่จะวัดแสงให้อยู่ภายในวงกลมให้พอดีจริงๆ ย้ำว่าต้องพอดีจริงๆ ต้องไม่คลุมเอาส่วนฉากหลังมาด้วย ซึ่งถ้าหากไม่พอดีแล้วไปติดเอาฉากหลังมาด้วยแล้วการวัดค่าแสงก็จะเกิดการผิดพลาดทันที ทางที่ดีให้ท่านซูมเข้าไปวัดแสงไกล้ๆ วัตถุแล้วทำการล็อคค่าแสงเอาไว้ จะดีที่สุด
- มือกล้องต้องรู้จักการชดเชยแสง หากใช้ระบบนี้ในการวัดแสง ซึ่งหากไม่มีการชดเชยแสง ตรงจุดที่เราวัดแสงนั้นจะได้ค่าแสงที่เท่ากับสีเทากลาง ตัวอย่าง เช่น หากวัดแสงไปยังวัตถุสีขาวแล้วถ่าย สีขาวของวัตถุจะมืดลงกลายเป็นสีเทา และในทางครงกันข้าม หากวัดแสงไปที่วัตถุสีดำแล้วถ่าย สีของวัตถุจะมีความสว่างขึ้นกลายเป็นสีเทาเช่นกัน ดังนั้นแล้วผู้ที่ต้องการใช้ระบบวัดแสงระบบเฉพาะจุดนี้ ต้องศึกษาวิธีการชัดเชยแสงด้วย เพื่อให้ได้ค่าแสงตามที่ต้องการ
สำหรับการถ่ายภาพที่เหมาะสมกับการใช้ระบบวัดแสงเฉพาะจุด คือ การถ่ายภาพบุคคลย้อนแสง การถ่ายภาพมาโคร หรือการถ่ายภาพที่สภาพแสงแตกต่างกันมากๆ เช่นตอนพระอาทิตย์ขึ้น หรือตก เป็นต้น
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกล้องดิจิตอล
|
กล้อง SLR-Like ไม่สามารถถอดเปลี่ยนเลนส์ได้ เหมาะสำหรับ ผู้ที่เริ่มต้นสนใจการถ่ายภาพ แบบมืออาชีพ
1. การใช้งานง่าย ตัวกล้องสามารถเลือกใช้โหมดอัตโนมัติได้ มีความเร็วในการจับภาพ
ส่วนประกอบของกล้องถ่ายภาพ DSLR
D-SLR หรือ DSLR ย่อมาจากคำว่า Digital Single-Lens Reflex
หมายถึงกล้องดิจิตอลที่มีกลไกในลักษณะเดียวกันกับกล้อง แบบฟิล์ม 35mm. SLRเพียงแต่ใช้เซนเซอร์ในการรับภาพ แทนการใช้ฟิล์ม
ส่วนประกอบของกล้อง D-SLR
-เซนเซอร์รับภาพ หรือเรียกว่า Image Sensor ใช้ในการรับสัญญาณภาพแล้วแปลงเป็นสัญญาณดิจิทัล
-Exposure modes ใช้ในการเปลี่ยนโหมดการถ่าย หรือ โหมดการทำงาน
-ปุ่มกดชัตเตอร์ ใช้ในการสั่งให้ชัตเตอร์ทำงาน
-แฟลช ใช้ในการเพิ่มแสงให้ภาพ หรือ ทำให้เกิดแสงสะท้อน
-Hot Shoe ในกรณีที่แฟลตในตัวเครื่องไม่เพียงพอสามารถต่อเพิ่มแฟลต
ไฟแสดงสถานการณ์ตั้งเวลาถ่ายภาพ เป็นไฟ LED กระพริบตามเวลาการตั้งถ่ายภาพ
-เซนเซอร์รับภาพ หรือเรียกว่า Image Sensor ใช้ในการรับสัญญาณภาพแล้วแปลงเป็นสัญญาณดิจิทัล
-Exposure modes ใช้ในการเปลี่ยนโหมดการถ่าย หรือ โหมดการทำงาน
-ปุ่มกดชัตเตอร์ ใช้ในการสั่งให้ชัตเตอร์ทำงาน
-แฟลช ใช้ในการเพิ่มแสงให้ภาพ หรือ ทำให้เกิดแสงสะท้อน
-Hot Shoe ในกรณีที่แฟลตในตัวเครื่องไม่เพียงพอสามารถต่อเพิ่มแฟลต
ไฟแสดงสถานการณ์ตั้งเวลาถ่ายภาพ เป็นไฟ LED กระพริบตามเวลาการตั้งถ่ายภาพ
-เลนส์ถ่ายภาพ มีหลายชนิด ตามการใช้งาน และ ชนิดของ Lens mount
-ปุ่มเปิดปิด ใช้สำหรับเปิดปิดกล้อง
-เซลล์วัดแสงแฟลตทำจาก CCDใช้วัดแสงจากวัตถุเพื่อชดเชยแฟลต
-ช่องมองภาพ ใช้สำหรับมองภาพ ซึ่งภาพจะถูกสะท้อนผ่านกระจกสะท้อน ที่อยู่ด้านหน้าเซ็นเซอร์รับภาพ
-USB Socket เป็นช่องสำหรับเสียบสาย USB เพื่อย้ายข้อมูล
-ช่องเสียบหม้อแปลง เป็นช่องนำเข้าไฟจากหม้อแปลง
-หน้าจอLCD สำหรับแสดงภาพ และการตั้งค่า โดยกล้องบางรุ่นจะมีหน้าจอแยกกัน
เพื่อแสดงรายละเอียด ที่แตกต่างกัน
-ช่องต่อขาตั้ง เป็นช่องสำหรับต่อกับขาตั้งกล้อง
-ช่องใส่การ์ดความจำ สำหรับใส่การ์ดความจำ
-ปุ่มคอนโทรลคำสั่ง โดยส่วนใหญ่เป็นปุ่มสี่ทิศทางใช้สำหรับเลื่อนปรับค่าต่างๆ
-วงล้อปรับค่า เป็นวงล้อด้านบนของกล้อง ใช้สำหรับปรับค่าโดยเฉพาะ เช่น รูรับแสง
ค่าชดเชยแสง
-วงล้อโฟกัส เป็นวงล้ออยู่บนเลนส์ ใช้สำหรับปรับระยะโฟกัสของเลนส์
-วงล้อซูม เป็นวงล้ออยู่บนเลนส์ ใช้สำหรับปรับอัตราขยายของเลนส์
-รังถ่าน ใช้สำหรับใส่แบตเตอรี่ของกล้อง
-แบตเตอรี่ เป็นแหล่งพลังงานของกล้อง โดยส่วนใหญ่จะเป็นLithium ion หรือ Nickel metal hydride battery
-ช่องต่อออกสัญญาณวิดีโอ เป็นสายสัญญาณขนาดเล็กใช้ต่อกับโทรทัศน์ผ่านช่องComposite
-ปุ่มเปิดปิด ใช้สำหรับเปิดปิดกล้อง
-เซลล์วัดแสงแฟลตทำจาก CCDใช้วัดแสงจากวัตถุเพื่อชดเชยแฟลต
-ช่องมองภาพ ใช้สำหรับมองภาพ ซึ่งภาพจะถูกสะท้อนผ่านกระจกสะท้อน ที่อยู่ด้านหน้าเซ็นเซอร์รับภาพ
-USB Socket เป็นช่องสำหรับเสียบสาย USB เพื่อย้ายข้อมูล
-ช่องเสียบหม้อแปลง เป็นช่องนำเข้าไฟจากหม้อแปลง
-หน้าจอLCD สำหรับแสดงภาพ และการตั้งค่า โดยกล้องบางรุ่นจะมีหน้าจอแยกกัน
เพื่อแสดงรายละเอียด ที่แตกต่างกัน
-ช่องต่อขาตั้ง เป็นช่องสำหรับต่อกับขาตั้งกล้อง
-ช่องใส่การ์ดความจำ สำหรับใส่การ์ดความจำ
-ปุ่มคอนโทรลคำสั่ง โดยส่วนใหญ่เป็นปุ่มสี่ทิศทางใช้สำหรับเลื่อนปรับค่าต่างๆ
-วงล้อปรับค่า เป็นวงล้อด้านบนของกล้อง ใช้สำหรับปรับค่าโดยเฉพาะ เช่น รูรับแสง
ค่าชดเชยแสง
-วงล้อโฟกัส เป็นวงล้ออยู่บนเลนส์ ใช้สำหรับปรับระยะโฟกัสของเลนส์
-วงล้อซูม เป็นวงล้ออยู่บนเลนส์ ใช้สำหรับปรับอัตราขยายของเลนส์
-รังถ่าน ใช้สำหรับใส่แบตเตอรี่ของกล้อง
-แบตเตอรี่ เป็นแหล่งพลังงานของกล้อง โดยส่วนใหญ่จะเป็นLithium ion หรือ Nickel metal hydride battery
-ช่องต่อออกสัญญาณวิดีโอ เป็นสายสัญญาณขนาดเล็กใช้ต่อกับโทรทัศน์ผ่านช่องComposite
ประเภทของไฟล์
กล้อง DSLR จะสามารถถ่ายภาพได้ 2 ชนิด คือ JPG และ RAW ซึ่งเป็นรูปแบบของการจัดเก็บไฟล์รูปดิจิตอลที่ไม่เหมือนกัน
JPG คือ ไฟล์ภาพที่ผ่านการบีบอัดด้วยกล้องดิจิตอล ข้อดีของไฟล์ประเภทนี้คือ ขนาดไฟล์ภาพมีขนาดเล็ก ประหยัดเมมโมรีการ์ด หากนำไปขยายหรือตกแต่งก็จะทำให้ภาพนั้นสูญเสียคุณภาพ เนื่องจากเป็นไฟล์ที่บีบอัดแล้ว ไฟล์ JPG มักจะใช้สำหรับการถ่ายภาพทั่วๆไป
RAW คือ ไฟล์ภาพที่บันทึกสภาพแสงในลักษณะของข้อมูลจากเซนเซอร์ แยกเก็บไว้ทีละสี หากต้องการเรียกใช้ต้อง Convert กลับมาเป็นภาพเสียก่อน ข้อดีของไฟล์ประเภทนี้คือ ง่ายต่อการปรับแต่ง แต่ไฟล์ชนิดนี้จะมีขนาดใหญ่กว่าไฟล์ JPG 2-3 เท่า

JPG คือ ไฟล์ภาพที่ผ่านการบีบอัดด้วยกล้องดิจิตอล ข้อดีของไฟล์ประเภทนี้คือ ขนาดไฟล์ภาพมีขนาดเล็ก ประหยัดเมมโมรีการ์ด หากนำไปขยายหรือตกแต่งก็จะทำให้ภาพนั้นสูญเสียคุณภาพ เนื่องจากเป็นไฟล์ที่บีบอัดแล้ว ไฟล์ JPG มักจะใช้สำหรับการถ่ายภาพทั่วๆไป
RAW คือ ไฟล์ภาพที่บันทึกสภาพแสงในลักษณะของข้อมูลจากเซนเซอร์ แยกเก็บไว้ทีละสี หากต้องการเรียกใช้ต้อง Convert กลับมาเป็นภาพเสียก่อน ข้อดีของไฟล์ประเภทนี้คือ ง่ายต่อการปรับแต่ง แต่ไฟล์ชนิดนี้จะมีขนาดใหญ่กว่าไฟล์ JPG 2-3 เท่า
White Balance
White Balance คือ หรือสมดุลแสงสีขาว เป็นระบบที่มีกับกล้อง DSLR ที่เราสามารถปรับได้เพราะแสงในธรรมชาติ เช่นในเวลากลางวัน ก็คือดวงอาทิตย์ หรือแสงที่เกิดจากมนุษย์ เช่นหลอดไฟประเภทต่างๆ ก็จะมีสีสันที่แตกต่างกัน และเวลาที่เราถ่ายภาพออกมานั้นอาจจะผิดเพี้ยนไปจากความจริง หรือตรงกับตาของมนุษย์ เพื่อเป็นการชดเชยแสงให้ตรงกับตาของเราจึงมีการ ปรับสมดุลแสงสีขาว white Balance แต่หากเราปรับระบบ white Balance ใว้ที่ระบบอัตโนมัติกล้องก็จะปรับให้เราอยู่แล้วแต่ในบางกรณีกล้องอาจจะปรับไม่ตรงกับสายตาของเรา
ระบบ White Balance มีดังนี้
Auto กล้องจะทการปรับหรือแก้สีให้เราโดยอัตโนมัติเพื่อให้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด
Tungsten สีของ Tungsten นั้นก็จะออกสีส้มผมจะเปรียบเทียบกับวัตถุที่มีสีขาวนะครับ เมื่อปรับเป็นแบบ Tungsten ก็จะแก้สีเป็นสีน้ำเงิน
Fluorestcent สีของ Fluorestcent นั้นจะออกสีน้ำเงินถึงสีเขียว เมื่อปรับเป็นแบบ Fluorestcent ก็จะแก้สีเป็นสีม่วงๆ
Daylinght สีของ Daylinght หรือสีของพระอาทิตย์ตอนกลางวัน จะออกสีฟ้าอ่อนๆ เมื่อปรับเป็นแบบ Daylinght ก็จะแก้สีเป็นสีส้มเล็กน้อย
Flash สีของ Flash นั้นจะเป็นสีคล้ายๆกับแสงของพระอาทิตย์ตอนกลางวัน เมื่อเราปรับเป็นแบบ Flash ก็จะแก้สีเป็นสีส้มอ่อนๆถึงเหลืองเล็กน้อย
Cloudy สีของ Cloudy จะเป็นแสงของวันที่มีเมฆ หรือรวมไปทั้งหมอกและควันด้วย ทำให้แสงนั้นออกสีฟ้ามากกว่าปกติ เมื่อเราปรับเป็นแบบ Cloudy ก็จะแก้สีเป็นสีส้ม
Shade สีของ Shade คือแสงสีของการถ่ายภาพใต้ร่มเงาทำให้ภาพนั้นติดสีน้ำเงินมาก หากเราปรับเป็นแบบ Shade ก็จะแก้สีเป็นสีส้มซึ่งจะค่อนข้างเข้ม
Custom แบบ Custom เป็นการเลือกปรับ White Balance ด้วยตัวเองหรือที่เรียกว่า Manual วิธีปรับแบบ Custom คือการนำกระดาษที่มีสีขาวมาบังวัตถุที่เราต้องการจะถ่ายแล้วทำการลั่นซัตเตอร์บันทึกภาพจากนั้นเราก็นำภาพที่ได้มาเป็น White Balance ในแบบ Custom ของเราได้เลย ซึ่งวิธีนี้จะให้ค่าแสงที่มีความแม่นยำ แต่อาจใช้เวลามากกว่าแบบอื่น
ระบบ White Balance มีดังนี้
Auto กล้องจะทการปรับหรือแก้สีให้เราโดยอัตโนมัติเพื่อให้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด
Tungsten สีของ Tungsten นั้นก็จะออกสีส้มผมจะเปรียบเทียบกับวัตถุที่มีสีขาวนะครับ เมื่อปรับเป็นแบบ Tungsten ก็จะแก้สีเป็นสีน้ำเงิน
Fluorestcent สีของ Fluorestcent นั้นจะออกสีน้ำเงินถึงสีเขียว เมื่อปรับเป็นแบบ Fluorestcent ก็จะแก้สีเป็นสีม่วงๆ
Daylinght สีของ Daylinght หรือสีของพระอาทิตย์ตอนกลางวัน จะออกสีฟ้าอ่อนๆ เมื่อปรับเป็นแบบ Daylinght ก็จะแก้สีเป็นสีส้มเล็กน้อย
Flash สีของ Flash นั้นจะเป็นสีคล้ายๆกับแสงของพระอาทิตย์ตอนกลางวัน เมื่อเราปรับเป็นแบบ Flash ก็จะแก้สีเป็นสีส้มอ่อนๆถึงเหลืองเล็กน้อย
Cloudy สีของ Cloudy จะเป็นแสงของวันที่มีเมฆ หรือรวมไปทั้งหมอกและควันด้วย ทำให้แสงนั้นออกสีฟ้ามากกว่าปกติ เมื่อเราปรับเป็นแบบ Cloudy ก็จะแก้สีเป็นสีส้ม
Shade สีของ Shade คือแสงสีของการถ่ายภาพใต้ร่มเงาทำให้ภาพนั้นติดสีน้ำเงินมาก หากเราปรับเป็นแบบ Shade ก็จะแก้สีเป็นสีส้มซึ่งจะค่อนข้างเข้ม
Custom แบบ Custom เป็นการเลือกปรับ White Balance ด้วยตัวเองหรือที่เรียกว่า Manual วิธีปรับแบบ Custom คือการนำกระดาษที่มีสีขาวมาบังวัตถุที่เราต้องการจะถ่ายแล้วทำการลั่นซัตเตอร์บันทึกภาพจากนั้นเราก็นำภาพที่ได้มาเป็น White Balance ในแบบ Custom ของเราได้เลย ซึ่งวิธีนี้จะให้ค่าแสงที่มีความแม่นยำ แต่อาจใช้เวลามากกว่าแบบอื่น
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




